29 ต.ค. 2564 530 44

บริษัท Facebook รีแบรนด์ชื่อใหม่เป็น Meta พร้อมลุย Metaverse โลกเสมือนจริงที่น่าจับตามอง

บริษัท Facebook รีแบรนด์ชื่อใหม่เป็น Meta พร้อมลุย Metaverse โลกเสมือนจริงที่น่าจับตามอง

บริษัท Facebook เดิม มีผลิตภัณฑ์และบริการ Facebook, Instagram และ Whatsapp แต่พอจะก้าวต่อไปสู่ metaverse จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อบริษัท Meta โดยผู้บริหาร Facebook "Mark Zuckerberg" ประกาศชื่อใหม่ที่จะลุย metaverse ชื่อ "Meta" เพื่อก้าวสู่โลกเสมือนของการเล่นเกม ทำงาน สื่อสารกันแบบ virtual โดยใช้ VR / AR

การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้มีผลเฉพาะชื่อบริษัท ส่วนผลิตภัณฑ์ เว็บไซต์ แอป Facebook, IG, Whatsapp ยังใช้ชื่อเดิม

ก่อนหน้านี้ Facebook พยายามผลักดัน VR เป็นอย่างมาก และพยายามก้าวเข้าสู่ Social Tech Company ที่มากกว่าแค่ Social Network ชื่อ Facebook ดังนั้นต่อจากนี้ไป บริษัทแม่ของบริการ Facebook ก็คือ Meta นั่นเอง

สรุปคือตอนนี้ บริการ Facebook ที่เราใช้งานกันทุกวัน ยังใช้ชื่อ Facebook ตามปกติ ส่วน Meta คือชื่อบริษัท ที่เปลี่ยนเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ Metaverse นั่นเอง

รู้จักกับ Metaverse


ในระยะหลังๆ นี้ มีการพูดถึง Metaverse กันมากขึ้น โดย Metaverse เป็นพื้นที่ที่อยู่รวมกันระหว่างโลก physical (โลกมนุษย์ของเราจริงๆ) กับโลกดิจิตอล หรือ โลกเสมือนจริง เรียกได้ว่า เป็นการสร้างตัวละครดิจิตอลที่มีชีวิตชีวา หมายความว่า ชีวิตในโลกเสมือนที่เป็นดิจิตอล เป็นตัวแทนของมนุษย์ เช่น avatar การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติ คือ ออกไปเที่ยว ทำงาน พักผ่อน ผ่อนคลาย ไปดูคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การแต่งตัว

ทุกวันนี้เราเล่น Facebook บน Social Network กันเป็นตัวแทนบุคคลในโลกจริงๆ แต่สำหรับมิติของ Metaverse คือตัวละครในโลกเสมือน ที่ไม่ใช่แค่ที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ Facebook เองก็พยายามผลักดัน AR / VR รวมไปถึงการสร้าง Facebook Avatar ซึ่งก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการผลักดันไปสู่ Metaverse เมื่อทุกอย่างพร้อม


การเปลี่ยนชื่อบริษัทในครั้งนี้ ทำให้ภาพของ Metaverse หรือโลกเสมือนจริง ชัดเจนและใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เราอาจรู้สึกว่าไกลตัว ขนาด AR / VR ยังจำกัดการใช้งานในวงที่ไม่ได้กว้างมากนัก โดย Metaverse เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี 1992 จากนิยายวิทยาศาสตร์ “Snow Crash” แนวไซเบอร์พังก์ อันนี้ทำให้เรามองภาพของโลกเสมือนจริง ที่ทุกคนมีตัวตน อยู่ในนั้นแบบคู่ขนานกับโลกจริงที่เราอยู่นี้

มีข้อความบน Twitter UPSC-Content & More ที่น่าสนใจ ในการนิยาม Metaverse = Virtual Environment โลกเสมือนจริง ก็คือ AR (Augmented reality) / VR (Virtual Reality) + IoT + Social Media + Blockchain + อินเทอร์เน็ต 5G/6G + Crypto Currency + Cloud Storage + Other Apps = Metaverse คือโลกที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันแบบเสมือนโลกจริง

ก่อนหน้านี้ถ้ายังจำกันได้ Facebook เคยเปิดตัวกับแว่น Oculus VR ที่รองรับ Augmented Reality ด้วย และใช้งาน VR มองภาพในโลกเสมือนจริง ของโลกดิจิตอล รวมไปถึง Pokémon Go ที่เราเคยเล่น ที่มีการใช้ AR หรือ Facebook ที่มี Smart Glasses ของ Ray-Ban

วิธีการเข้าสู่โลกเสมือนจริง Metaverse

หากมีเทคโนโลยีแล้ว มีคอนเทนต์บนแพล็ตฟอร์มแล้ว ก็ขอแนะนำอุปกรณ์ดังนี้

1. แว่น VR อย่างของ Oculus ผู้ใช้ใส่แว่นแล้วได้เห็นภาพ ได้ยินเสียงแบบ 3 มิติ มุมมอง 360 องศา เหมือนเรามองเห็นจริงๆ หันไปทางไหนก็ท่องอยู่ในโลกเสมือน แต่ราคาก็ยังถือว่าสูงอยู่

2. แว่น AR (Augmented Reality) ตอนนี้เห็นมีหลายแบรนด์ขายมากขึ้น ข้อดีคือใส่แว่นแล้ว ฟังเพลง รับสาย ถ่ายภาพและคลิปวิดีโอสั้นๆ ผ่านกล้องของแว่น (ไม่ได้ละเอียดมากนักแต่ก็คมชัดในการมองผ่านแว่น)

3. การใช้งานผ่านอุปกรณ์ทั่วไป เช่น คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

แต่ก็มีคนที่ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อทุกคนจ้องจอมือถือ ทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างห่างเหินกันไป พอเป็น Metaverse ก็จะยิ่งมีช่องทางและทุกคนมี "โลกส่วนตัว" เพิ่มระยะห่างกันมากขึ้น จนนั่งข้างกันก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์ มองตากัน คุยกันกับคนที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ แต่ในมุมของ Meta กลับมองว่า metaverse ทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะเราทำอะไรได้พร้อมกันหลายอย่างได้มากขึ้น ทุกคนมีโลกส่วนตัวแต่ทำกิจกรรมร่วมกันได้มากขึ้น

บนหน้าเพจ Facbook ของ Meta ให้นิยามบริษัทว่า Meta พยายามผลักดันอนาคตให้ทุกคนมีทางเลือกในการเชื่อมโยงกัน ติดต่อสื่อสารกัน มีปฏิสัมพันธ์กันใน metaverse ขอต้อนรับเข้าสู่บทบาทใหม่ของ social connection หรือการมีปฎิสัมพันธ์ทางสังคม

ลองดูวีดีโอนี้ น่าจะเข้าใจเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในโลกเสมือนได้ง่ายขึ้น

Metaverse ไม่ใช่เรื่องใหม่

จากการที่ Facebook (Meta) เข้ามารุกจริงจัง Metaverse ทำให้ผู้คนตื่นตัวและสนใจกันมากขึ้น แต่เอาจริงๆ เด็กยุคใหม่ได้สัมผัสกับ metaverse ก่อนใคร เพราะเขาอยู่ในโลกของ Roblox (ของเกาหลี) ซึ่ง Roblox ไม่ใช่เกมแบบ standalone แต่มีมินิเกมเพียบเลย ทำให้ทุกคนสามารถสร้างโลกเสมือนจริงใน Roblox ได้ ทุกคนสามาถสร้างโลกเสมือนของตนเอง รวมไปถึงทำเงินจริงๆ ได้จากโลกเสมือนบน Metaverse นี่คืออีกตัวอย่างของเกาหลีที่แสดงความสนใจ Metaverse แล้วทำให้เกาหลีเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น Roblox หรือแม้แต่ Zepeto ต่างก็อยู่ใน Metaverse ด้วยกันทั้งสิ้น

รวมไปถึงเกม Minecraft ที่เป็นตัวละครเลโก้ดิจิตอลในโลกเสมือน ผู้เล่นจะต้องรับบทบาทใน metaverse ขึ้นอยู่กับการที่โลกเสมือนได้กำหนดไว้ ดังนั้น Minecraft ก็คือทำให้ทุกคนสามารถสร้าง metaverse ของตนเอง และทำภารกิจให้สำเร็จ

ถ้าเทียบความแตกต่างคือ Zepeto ถือเป็นแพล็ตฟอร์ม metaverse ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ส่วน Roblox นั้นเป็นเกม ในขณะที่ Zepeto ถือเป็นแพล็ตฟอร์ม social networking ที่เด็กๆ กำลังนิยมเป็นอย่างมาก (คนเล่นเยอะมาก)

ตลาด Metaverse ในจีน กับ 3 บริษัทดัง Alibaba, Tencent และ TikTok พัฒนา metaverse เพื่อประโยชน์ของแต่ละบริการของบริษัท เช่น Alibaba นำมาช่วยในการซื้อสินค้า ทดลอง สวมใส่ ทดลองใช้ แปลงร่างร้านค้าออนไลน์ให้เป็นโลกเสมือน ไม่ต้องเช่าค่าพื้นที่หน้าร้านราคาสูง ส่วน Tencent ผนวกเอาโลกของเกม มาผสมผสานกับโลกของชีวิตจริง อาจจะมีการนำเกม Honor of Kings หรือ RoV ฉบับภาษาจีน มาต่อยอดในแบบ Metaverse ซึ่งเอาจริงๆ Tencent มีครบทุกอย่าง ทั้งเกม บันเทิง มีอาวุธครบมือที่จะสร้าง Metaverse ได้อย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่าแข่งกับ Facebook (Meta) ได้เลย และมองภาพของการจัดคอนเสิร์ตที่ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงตัวศิลปินในโลกเสมือนได้ง่ายกว่าโลกจริง ส่วน Tiktok ก็มาแรง อาจจะทำในโลกเสมือนจริงได้ ยิ่งมีจำนวนผู้ใช้เยอะมากๆ ด้วย นั่นคือหลายบริษัทในจีน ต่อยอดสู่ Metaverse ได้ด้วย ecosystem ที่ตนเองมีได้เลย

ในประเทศไทยมี ‘Translucia’ สร้างอาณาจักรโลกเสมือน โดยมีแนวคิดที่จะสร้างโลกใหม่ที่หลาย ๆ คนฝันให้เกิดขึ้นจริง โดยโครงการ ‘Translucia Metaverse’ ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัท T&B Media Global ที่มีชื่อเสียงด้าน Entertainment และมีพันธมิตรเจ้าแรกคือ MQDC Corporation บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ที่จะช่วยพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บน Metaverse


ถ้าเข้าไปดูกลุ่ม Metaverse Thailand จะเห็นว่ามีการสร้างตัวละคร Metaverse ขึ้นมา สร้างตัวตน มีคาแรคเตอร์จริงๆ ส่วน metaversethailand.io มีการขายที่ดินบนโลกเสมือน สามารถครอบครองที่ดินดิจิตอลได้ด้วยเหรียญ พึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา สามารถซื้อขายด้วย BUSD และ MVP Coin ได้ 

จะว่าไป Metaverse นี่ทำให้คนได้มีปฎิสัมพันธ์กันมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันได้ ใกล้ชิดกันได้ โดยเฉพาะในช่วงล็อคดาวน์ การรักษาระยะห่างในช่วงโควิด ก็ยิ่งดีถ้าเราได้ออกไปเที่ยว ดูคอนเสิร์ตด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันโดยที่เราลดความเสี่ยงได้ แต่ด้วยราคาของอุปกรณ์ก็อาจจะต้องรอสักระยะก่อนที่จะแพร่หลาย

ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ Metaverse มีมาสักระยะแล้ว แต่พอ Facebook มาจับ Metaverse ทำให้ทุกคนสนใจและจับตามอง แต่สิ่งที่ Facebook มีคือ Data ปริมาณมหาศาล ใช่แล้ว ทุกคนที่ใช้บริการ Facebook ดูโฆษณา สนใจอะไร ทุกอย่างคือ Data ทั้งนั้น รวมไปถึงการอยู่ในโลกของดิจิตอล ที่โลกเสมือนจริงกับโลกจริงนั้นแทบไม่ต่างกัน รวมไปถึงโฆษณาต่างๆ บนโลกเสมือนก็จะสูบเงินเราได้มากขึ้น

ในมุมของ Mark Zuckerberg เองก็มองว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่ก็ทำให้คนได้ใกล้ชิด ได้มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันมากขึ้น ผ่าน Facebook จากเดิมที่เป็นข้อความ บนเว็บไซต์ พอเราใช้สมาร์ทโฟน มือถือต่อเน็ต มีกล้อง ก็มีการพูดคุย สนทนา วีดีโอคอล ทำให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โลกที่กว้างใหญ่ก็ได้ใกล้กันมากยิ่งขึ้น จากคอมพิวเตอร์ สู่มือถือ จากข้อความ สู่รูปภาพ และวีดีโอ แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะก้าวต่อไปอนาคตคือ metaverse ที่จะทำให้ทุกคนใกล้ชิดกันได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ใช่ความฝัน หรือในภาพยนต์อีกต่อไป Metaverse จะทำให้คุณทำทุกอย่างที่ต้องการได้ อยู่กับแก๊งค์เพื่อน ครอบครัว เรียน เล่น ทำงาน เที่ยว พักผ่อน อุปกรณ์จะไม่ใช่แค่มือถือ คอมพิวเตอร์อีกต่อไป เราจะรู้สึกเหมือนเข้าผ่าน teleport วาร์ปตัวเองเป็น hologram ไปที่อออฟฟิศได้โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปเอง ไปคอนเสิร์ตกับเพื่อนแบบไม่ต้องกลัวแม่ดุ หรือไม่ต้องหนีแม่เที่ยว ทำให้คุณจัดสรรเวลาได้ดีขึ้น ไม่ต้องฝ่ารถติด หรือเอารถออกไปสร้างมลพิษเพิ่ม

ต่อจากนี้ไป แว่น Augmented Reality จะอยู่บนใบหน้าของทุกคนในชีวิตจริง โลกจริง ส่วน Virtual Reality ทำให้คุณไม่ต้องจ้องหน้าจอเพียงอย่างเดียว ทำให้คนเราได้ใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น

สำหรับ Meta แล้ว มองว่า บริษัทไม่ได้สร้างบริการเพื่อหารายได้ แต่สร้างรายได้เพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า ส่วนเรื่อง Privacy และ safety เป็นเรื่องที่ตระหนักตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ metaverse และคาดว่าในทศวรรษหน้า metaverse จะเข้าถึงผู้คน พันล้านคน ต่อยอด Digital Commerce และสร้างงานให้กับ creators และ developers ได้อีกเพียบ

จากนี้ไป Meta คือ social media company ในขณะที่ Facebook คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เป็นตำนานของโลก ถือเป็นเจ้าแห่ง social media จับตามองกันต่อไป

รายละเอียด

koreajoongangdaily.joins

hackernoon