31 มี.ค. 2564 318 44

Cisco Live เปิดตัว Cisco Plus พร้อมเชื่อมต่อ 5G รูปแบบบริการ (Solution-as-a-Service) ที่ยืดหยุ่นและครบวงจร

Cisco Live เปิดตัว Cisco Plus พร้อมเชื่อมต่อ 5G  รูปแบบบริการ (Solution-as-a-Service) ที่ยืดหยุ่นและครบวงจร

Cisco เปิดตัว CiscoPlus เป็นการรวมสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มเน็ตเวิร์ค, เซิร์ฟเวอร์ (compute), และสตอเรจ มาเป็น Cisco Plus Hybrid Cloud และรวมเอาสินค้ากลุ่ม SASE (Meraki, AnyConnect, Duo, Umbrella) มาเป็น Cisco Plus NaaS ให้องค์กรจะสมัครใช้งานเป็นชุดเดียวกัน
กับยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตามนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การเพิ่มประสบการณ์ใช้งาน ทั้งเทคโนโลยี AI หรือ ML ร่วมถึงการตรวจสอบการเชื่อมต่อ Network ของ Cisco ที่รองรับเทคโนโลยี 5G ที่รับส่งความเร็วสูง โดย Cisco Plus Hybrid Cloud ส่วน Initial as-a-service จะเริ่มให้บริการใน Australia, Canada, Germany, the Netherlands, สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ 


งาน Cisco Live เปิดฉากในวันนี้ โดยมีลูกค้าและพาร์ทเนอร์กว่า 90,000 คน จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซิสโก้เตรียมยกระดับความตื่นเต้น แรงบันดาลใจ และความสนุกสนานสำหรับผู้เข้าร่วมงานในปีนี้ ด้วยประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาสองวันของการจัดงานภายใต้หัวข้อ “Turn IT Up” และจะมีการเฉลิมฉลองความสำเร็จของลูกค้า และพาร์ทเนอร์ในการนำพาองค์กรฟันฝ่าวิกฤติในปีที่ผ่านมา

ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังการกล่าวบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงของซิสโก้ รวมถึง ชัค ร็อบบินส์ ประธานกรรมการและซีอีโอของซิสโก้ นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเกี่ยวกับนวัตกรรม ห้องแล็บเชิงปฏิบัติการ และการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับชมการแสดงดนตรีแบบอินเทอร์แอคทีฟจากศิลปินชื่อดัง เช่น คีธ เออร์แบน, เดอะ คิลเลอร์ส และบริตทานี ฮาวเวิร์ด รวมถึงการปรากฏตัวของคนดังอย่างบิล ไน, บิลลี่ จีน คิง, เซเรน่า วิลเลียมส์ และอีกมากมาย

ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราสามารถผ่านพ้นและแข็งแกร่งได้โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อ คุ้มครอง และสร้างระบบอัตโนมัติให้กับโลกของเราที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นรูปแบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคตที่รองรับการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน การเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรธุรกิจสำหรับยุคการทำงานนอกสถานที่ และการทำงานในรูปแบบไฮบริด การเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าในแง่ของวิธีการปรับใช้เทคโนโลยี หรือการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมงาน สร้างวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนต่อการทำงานร่วมกัน และการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีไอทีซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรอยู่รอดและประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤติ และความไม่แน่นอน
นายชัค ร็อบบินส์ ประธานกรรมการและซีอีโอของซิสโก้ กล่าวว่า “เราอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่ง นวัตกรรมที่เราเปิดตัวในช่วงสัปดาห์นี้จะช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อ ปกป้อง และสร้างกระบวนการอัตโนมัติสำหรับไอทีในอนาคต รวมถึงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตสำหรับทุกคน”

วันนี้ซิสโก้ได้เปิดตัวนวัตกรรมสำคัญๆ ที่จะช่วยให้ลูกค้าพลิกโฉมแอพพลิเคชั่น เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับทีมงาน คุ้มครององค์กร และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ท่านสามารถดูรายละเอียดเทคโนโลยีสำคัญๆ ที่เปิดตัวในงาน Cisco Live!

• ความสามารถในการตรวจสอบเครือข่ายขององค์กรมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทีมงานฝ่ายเทคโนโลยีเร่งการปรับใช้ SaaS, อินเทอร์เน็ต และโซลูชั่นคลาวด์สำหรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด วันนี้ซิสโก้ได้ประกาศการบูรณาการโซลูชั่นระบบคลาวด์และอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ ThousandEyes เข้ากับกลุ่มผลิตภัณฑ์สวิตช์ Cisco Catalyst 9000 และ Cisco AppDynamics Dash Studio ซึ่งนับเป็นโซลูชั่นแรกและโซลูชั่นหนึ่งเดียวที่รองรับการตรวจสอบเครือข่ายองค์กรและเครือข่ายระบบคลาวด์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

• การปรับเปลี่ยนสู่ระบบคลาวด์และรูปแบบการทำงานไฮบริดอย่างเร่งด่วนก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นในการจัดการเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัย เนื่องจากมีช่องทางการโจมตีเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของผู้ใช้ แอพพลิเคชั่น และข้อมูล วันนี้ซิสโก้เพิ่มความสะดวกในการจัดการดูแลระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยสถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ที่ได้รับการขยายเพิ่มเติม โดยลูกค้าสามารถซื้อส่วนประกอบหลักๆ ทั้งหมดในคราวเดียวกัน และปรับเปลี่ยนไปสู่บริการสมัครใช้งานแบบครบวงจรในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นและง่ายดาย นอกจากนี้ ซิสโก้ยังได้เผยโฉมนวัตกรรมสำหรับแพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟ นั่นคือ SecureX ซึ่งมอบการปกป้องอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทางไปจนถึงระบบคลาวด์

• ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา รหัสผ่านได้สร้างปัญหาชวนปวดหัวให้กับผู้ใช้และผู้ดูแลระบบไอที เพราะรหัสผ่านถูกโจรกรรมได้ง่ายและยากแก่การจัดการ ทำให้องค์กรต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ตอนนี้เราอาจพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะ Cisco Secure ได้เปิดตัว“เทคโนโลยี Duo สำหรับการยืนยันตัวตนผู้ใช้แบบไม่ใช้รหัสผ่าน” โดยผู้ใช้จะสามารถข้ามขั้นตอนการป้อนรหัสผ่านและล็อกอินเข้าสู่คลาวด์แอพพลิเคชั่นได้อย่างปลอดภัยโดยใช้คีย์รักษาความปลอดภัย (security keys) หรือไบโอเมทริกซ์บนแพลตฟอร์ม (platform biometrics) เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนแบบไม่ใช้รหัสผ่าน Duo เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Zero Trust ของซิสโก้ ซึ่งควบคุมการตรวจสอบอุปกรณ์และพฤติกรรมในหลายระดับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับการล็อกอินเข้าสู่ระบบ

• ลูกค้าต้องการทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นสำหรับประเภทของโซลูชั่น รวมถึงรูปแบบการจัดซื้อและใช้งาน วันนี้ซิสโก้นำเสนอแนวทางที่สะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับการจัดซื้อและใช้งานโซลูชั่นไอที ด้วย Cisco Plus ซึ่งเป็นโซลูชั่นในรูปแบบบริการ (Solution-as-a-Service) ที่ยืดหยุ่นและครบวงจร ทั้งนี้ Cisco Plus ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮาร์ดแวร์ในรูปแบบบริการ (Hardware-as-a-Service) หรือซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software-as-a-Service) แต่มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และประสบการณ์การใช้งาน ทั้งยังเพิ่มความรวดเร็ว ความคล่องตัว และความยืดหยุ่นในการปรับขนาดให้แก่ลูกค้า นอกจากนั้น Cisco Plusประกอบด้วยโซลูชั่นสำหรับเครือข่ายในรูปแบบบริการ (Networking-as-a-Service - NaaS) ซึ่งจะผนวกรวมระบบเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบตรวจสอบเข้าไว้ด้วยกัน และครอบคลุมทั้งในส่วนของการเข้าถึงระบบ, WAN และโดเมนคลาวด์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่น Cisco Plus

• การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็วและระบบ 5G จะช่วยขยายโอกาสและความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ มากมายสำหรับหลายๆ คน แต่สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี โดยจำเป็นที่จะต้องมีการพลิกโฉมระบบเครือข่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจบนอินเทอร์เน็ต และวันนี้ซิสโก้ได้นำเสนอกลยุทธ์สำหรับอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคต (Internet for the Future) โดยมีการพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวล้ำในส่วนของซิลิคอน ออปติก ซอฟต์แวร์ และระบบ ซึ่งจะยกระดับและปรับปรุงเครือข่ายในวงกว้าง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของซิสโก้ในการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับอนาคตสำหรับทุกคน ในข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่

• สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลกระทบอย่างมากต่อรูปแบบการทำงานของเรา และทุกวันนี้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อรองรับการทำงานได้จากทุกสถานที่ ในวันที่สองของการจัดงาน Cisco Live! เตรียมพบกับข่าวคราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cisco Webex ซึ่งมีการพัฒนาต่อยอดฟีเจอร์กว่า 400 รายการ เพื่อช่วยให้บุคลากรทำงานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงสวัสดิภาพความเป็นอยู่ และขับเคลื่อนประสบการณ์การทำงานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกคน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับการนำเสนอประสบการณ์ลูกค้าผ่านทางโซลูชั่น Contact Center ของซิสโก้อีกด้วย

นอกจากนี้ ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า พนักงานรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 95% รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน ควรให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นต่อประสบการณ์ของพนักงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 86% ระบุว่าการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่เพื่อให้สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นได้อย่างไร้รอยต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องสำคัญหรือสำคัญอย่างมาก โดยตัวเลขนี้อยู่ในระดับที่สูงถึง 95% สำหรับบริษัทที่มีพนักงาน 1000 คนขึ้นไป3

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว องค์กรต่างๆ จึงพยายามมองหาหนทางที่จะปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด และสร้างอนาคตการทำงานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกคน ในการดำเนินการปรับเปลี่ยนดังกล่าว องค์กรจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของประสบการณ์การทำงานที่น่าเชื่อถือ น่าดึงดูดใจ และปรับเปลี่ยนได้สำหรับพนักงาน ลูกค้า ชุมชน และระบบนิเวศน์โดยรวม ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้ โดยผลการศึกษาเปิดเผยว่า 90% ของผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศและผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีระบุว่า ในอนาคต ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก4 และจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือที่ช่วยเชื่อมต่อ ปกป้อง และสร้างระบบอัตโนมัติให้กับเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง และเชื่อมโยงบุคลากรและสถานที่ทำงานเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าบุคลากรจะทำงานอยู่ที่ใดก็ตาม

ซิสโก้นำเสนอโซลูชั่นที่ก้าวล้ำ พร้อมความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่า เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม โดยจัดหาเครื่องมือสำหรับการดำเนินการดังต่อไปนี้:

• เสริมสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา บนทุกอุปกรณ์
• รองรับการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศอย่างปลอดภัย ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานที่ทำงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีการคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงาน
• ทำลายอุปสรรคในเรื่องของภูมิภาคที่แตกต่างกัน บุคลิกภาพ (เช่น เป็นคนเก็บตัว หรือชอบเข้าสังคม) ภาษา และเครื่องมือ เพื่อให้ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเต็มที่

ทอดด์ ไนติงเกล รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายเครือข่ายและระบบคลาวด์องค์กรของซิสโก้ กล่าวว่า “ขณะที่องค์กรต่างๆ กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ ซิสโก้ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในการค้นหาโซลูชั่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบุคลากร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่พนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ ทำงานจากที่บ้าน หรือบนท้องถนน เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชั่นที่เรียบง่าย คล่องตัว และยืดหยุ่น เพื่อให้องค์กรธุรกิจสามารถตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน และพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายในอนาคต”
จุดเด่นที่สำคัญมีดังนี้:
สถานที่ทำงานที่น่าเชื่อถือและการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศอย่างปลอดภัย
• เครื่องมือ Cisco Webex สำหรับการทำงานร่วมกัน รองรับการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศได้อย่างปลอดภัย ด้วยความสามารถต่างๆ เช่น การค้นหาเส้นทาง ป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิทัล การเรียกประชุมและการเข้าร่วมประชุมแบบไร้สัมผัส การแจ้งเตือนเกี่ยวกับความจุของห้อง เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม และอื่นๆ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบล็อกที่เกี่ยวข้อง

• ชุดแอพพลิเคชั่น DNA Spaces Back to Business ให้ข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อรองรับแนวทางขององค์กรในการให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศอย่างปลอดภัย ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การรายงานเกี่ยวกับระยะห่าง และการตรวจสอบความหนาแน่นและการสัญจรในแบบเรียลไทม์ รวมถึงข้อมูลประวัติ ลูกค้าที่ใช้ Cisco Catalyst และ Meraki แบบไร้สายสามารถติดตั้ง DNA Spaces ได้อย่างง่ายดายภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที และจะได้รับประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมในทันที นับตั้งแต่ที่เริ่มวางจำหน่าย แอพพลิเคชั่น DNA Spaces Back to Business ได้รับการติดตั้งใช้งานในสถานประกอบการขององค์กรธุรกิจกว่า 50,000 แห่ง

• แพลตฟอร์ม Cisco Meraki ซึ่งมุ่งเน้นระบบคลาวด์ ประกอบด้วยกล้องอัจฉริยะ MV สำหรับการตรวจสอบดูแลด้านความปลอดภัย ช่วยให้บุคลากร สถานที่ทำงาน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และคลังสินค้าได้รับการคุ้มครองอยู่เสมอ ด้วยการใช้ Meraki MV และ Cisco DNA Spaces ผู้จัดการอาคารจะสามารถตรวจสอบจำนวนคนที่เดินเข้า-ออกและคนที่อยู่ในอาคาร พร้อมด้วยข้อมูลวิเคราะห์ที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ เซ็นเซอร์ Meraki MT จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตรวจสอบสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ระดับอุณหภูมิ ความชื้นและการรั่วไหล ไปจนถึงประตูและตู้ที่เปิด/ปิด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบล็อกที่เกี่ยวข้อง

• Cisco Industrial Asset Vision ช่วยให้องค์กรธุรกิจตรวจสอบอุปกรณ์และอาคารสถานที่ได้อย่างง่ายดายโดยใช้เซ็นเซอร์ IoT เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่พนักงาน โดยระบบตรวจสอบระยะไกลจะจัดหาข้อมูลแบบเรียลไทม์จากระบบไอทีและสภาพแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม และช่วยให้องค์กรธุรกิจทราบถึงตำแหน่งที่ตั้งของพนักงานและลดโอกาสการสัมผัสติดต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากพื้นที่สำนักงานและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการจัดการประสิทธิภาพและการซ่อมบำรุงอุปกรณ์

• Workplace Zero Trust for Industrial Networks ยกระดับการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบไอทีและระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องการดำเนินงาน พร้อมรองรับการเข้าถึงระยะไกลและคลาวด์แอพพลิเคชั่นในสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จาก Cisco Cyber Vision และ Cisco ISE/DNA Center เพื่อสร้างโซนพื้นที่การผลิตที่น่าเชื่อถือ และช่วยให้แน่ใจว่านโยบายด้านความปลอดภัยไม่ทำให้กระบวนการด้านอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงักลง และท้ายที่สุดแล้ว จะสามารถรองรับการเข้าถึงเครือข่ายอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกันสำหรับผู้ใช้และอุปกรณ์โดยใช้ข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบล็อกที่เกี่ยวข้อง

โซลูชั่นสำหรับการทำงานนอกสถานที่อย่างปลอดภัย

• Cisco Secure Remote Worker เป็นโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรที่ใช้งานง่ายและปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและขอบเขตที่กว้างขวางให้กับแพลตฟอร์มของซิสโก้สำหรับการปกป้องบุคลากรที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานที่ Cisco Secure Access by Duo จะตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้ทั้งหมดก่อนที่จะให้สิทธิ์การเข้าถึงแอพพลิเคชั่นขององค์กร และผู้ใช้แต่ละคนจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้อย่างปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา จากทุกอุปกรณ์ ด้วย Cisco AnyConnect Mobility Client (VPN) นอกจากนี้ Cisco Umbrella จะทำหน้าที่ต่อสู้กับภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ขณะที่ Cisco Secure Email รองรับการปกป้องอีเมล และ Secure Endpoint คุ้มครองความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ปลายทาง โซลูชั่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ SecureX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟแบบครบวงจรของซิสโก้

• Cisco Managed Remote Access จากส่วนธุรกิจ Cisco Customer Experience (CX) ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการรองรับการทำงานจากที่บ้านหรือการทำงานแบบไฮบริดในระยะยาวได้อย่างปลอดภัย ด้วย Cisco Managed Remote Access องค์กรธุรกิจจะสามารถใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญด้าน CX ของซิสโก้ เพื่อสร้างและเพิ่มขนาด VPN โดยครอบคลุมระบบนิเวศน์ทั้งหมด และใช้บริการด้านการจัดการและการตรวจสอบดูแล ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยซิสโก้

• โซลูชั่น Seamless Collaboration for Secure Remote Work รองรับการทำงานในรูปแบบไฮบริด และระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ด้วยฟีเจอร์การโทรติดต่อ การประชุม และการรับส่งข้อความอย่างไร้รอยต่อ องค์กรจะสามารถเสริมศักยภาพให้กับทีมงาน เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสาร คิดค้นและนำเสนอไอเดียได้อย่างปลอดภัย โดยซิงค์กับแอพต่างๆ ที่ใช้งานเป็นประจำ ส่วนพัฒนาล่าสุดของ Webex จะมอบประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล ด้วยเลย์เอาต์ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ ฟีเจอร์ที่ก้าวล้ำสำหรับการโทรติดต่อ และโปรแกรมช่วยเหลืออัจฉริยะ Webex Assistant สำหรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การจดบันทึกแบบอัตโนมัติ รายการสิ่งที่จะต้องดำเนินการ และอื่นๆ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบล็อกที่เกี่ยวข้อง

มาริเบล โลเปซ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Lopez Research กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานและรูปแบบการทำงานของบุคลากรท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งยังต้องรักษาประสิทธิภาพในการทำงานและหลีกเลี่ยงความยุ่งยากซับซ้อน องค์กรที่ยังไม่ได้วางแผนที่จะปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลต้องเริ่มต้นดำเนินการโดยเร็วที่สุด ส่วนองค์กรที่มีแผนอยู่แล้วก็ต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ เนื่องจากบุคลากรจำเป็นที่จะต้องสามารถเชื่อมต่อได้อย่างปลอดภัยจากทุกๆ ที่และบนทุกอุปกรณ์

ดังนั้น องค์กรธุรกิจจึงต้องเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และเร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งสร้างระบบอัตโนมัติ ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานและลูกค้าได้รับประสบการณ์การทำงานที่ไว้ใจได้”