16 พ.ค. 2566 738 10

EcoStruxure IT รุ่นใหม่ ช่วยมอนิเตอร์และบริหารจัดการโครงสร้างไอทีแบบไฮบริดที่ซับซ้อน

EcoStruxure IT รุ่นใหม่ ช่วยมอนิเตอร์และบริหารจัดการโครงสร้างไอทีแบบไฮบริดที่ซับซ้อน
  • DCIM (ซอฟต์แวร์การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล) มีความก้าวหน้าด้านการจัดการตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล ตลอดจนครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมไอทีแบบไฮบริดได้อย่างเต็มรูปแบบ
  • ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้น
  • มีทีมโซลูชันเฉพาะด้าน ประกอบด้วยวิศวกรที่เชี่ยวชาญพูดได้ 24 ภาษา พร้อมผสานรวมการดำเนินการสำหรับลูกค้าในทุกแห่งทั่วโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน เผยว่าได้มีการปรับปรุงกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ EcoStruxure IT ให้ทันสมัยตอบรับกับความต้องการด้านไอที สำหรับการมอนิเตอร์และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริดที่ขยายตัวจนสร้างความซับซ้อนมากขึ้นภายในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เควิน บลาวน์ รองประธานอาวุโส EcoStruxure Solutions, Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการลงทุนและพัฒนา EcoStruxure IT เพื่อมอบประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น อีกทั้งให้ทางเลือกในการปรับใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมา สำหรับองค์กรและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์โคโลเคชันทุกแห่งในโลก”

เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทียังคงขยายออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความต่อเนื่องทางธุรกิจขึ้นอยู่กับทุกสิ่งตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางที่เล็กที่สุดจนถึงศูนย์ข้อมูลที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการปรับใช้ Edge จึงถือว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินการด้านศูนย์ข้อมูลแบบรวมศูนย์ และจำเป็นต้องมีเครื่องมือซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ความยั่งยืนนับเป็นแนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของศูนย์ข้อมูลองค์กร จำเป็นต้องมีการวัดและบริหารจัดการ ซึ่งจากการคาดการณ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พบว่าภายในปี 2583 การใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ที่ 2,700 TWh โดย 60% มาจากไซต์งานที่กระจายตัว และ 40% จากศูนย์ข้อมูล

ซอฟต์แวร์ DCIM รุ่นเก่านั้น สร้างขึ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ และนี่คือเหตุผลที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการลงทุนใน EcoStruxure IT ที่จะช่วยปรับปรุงเรื่องการมอนิเตอร์ การจัดการ การวางแผน รวมถึงสร้างโมเดลระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้านไอทีให้มีความทันสมัย ด้วยทางเลือกในการปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งโซลูชันที่ใช้ภายในองค์กร รวมถึงบนคลาวด์ เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมไอทีแบบกระจายศูนย์ในรูปไฮบริด ตั้งแต่ไม่กี่ไซต์งานจนถึงหลายพันไซต์ทั่วโลก

เควิน บราวน์ รองประธานอาวุโสฝ่ายโซลูชัน EcoStruxure, Secure Power ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “ตั้งแต่ที่ DCIM ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในหมวดหมู่ของซอฟต์แวร์ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากนับแต่นั้นมา ซึ่งสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบไฮบริดนับเป็นเรื่องท้าทายกระทั่งสำหรับองค์กร CIO ที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ในการที่จะรักษาความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และความยั่งยืนของระบบไอที เราเรียกเทรนด์นี้ว่า DCIM 3.0 ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังลงทุนและพัฒนา EcoStruxure IT เพื่อมอบประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และทางเลือกในการใช้งานที่ให้ศักยภาพมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา สำหรับองค์กรและศูนย์โคโลเคชั่นทุกแห่งในโลก”

ตอบสนองเทรนด์ชั้นนำของอุตสาหกรรม ทั้งความยั่งยืน ปลอดภัย และยืดหยุ่น

การปรับปรุง EcoStruxure IT ให้ทันสมัยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ 99 เปอร์เซ็นต์ของ CEO ในบริษัทขนาดใหญ่ออกมายอมรับว่าปัญหาด้านความยั่งยืนมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจ การรักษาความปลอดภัยยังคงครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับของ Allianz Risk Barometer และ 62% ของระบบ IT ที่หยุดทำงาน เป็นผลมาจากความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานของซัพพลายเออร์ที่ให้บริการคลาวด์ และโคโลเคชั่น ซึ่ง EcoStruxure IT มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ครบวงจร ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้ยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนที่สุดในทุกที่

ทั้งนี้ EcoStruxure IT ช่วยให้ผู้จำหน่ายโซลูชั่นทั่วไปมีศักยภาพมากมาย ในการมอบคุณค่าผ่านแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนโดยตัวลูกค้าเอง ด้วย ได้แก่:

  • การมอนิเตอร์และการบริหารจัดการ: การจัดการอุปกรณ์สำหรับพลังงานและอุปกรณ์ทำความเย็น ตลอดจนการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพและการมอนิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • การวางแผนและการสร้างแบบจำลอง: สำหรับการแสดงภาพ การติดตามสินทรัพย์ การจำลองรูปแบบ และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (change management) สำหรับอุปกรณ์มากกว่า 4,000 เครื่อง
  • โซลูชันและการผสานรวมการทำงานได้ตามที่กำหนด: โซลูชันนี้สามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของลูกค้า ทั้งการรายงานแบบอัตโนมัติ แดชบอร์ด หรือแม้แต่การย้ายข้อมูล และผสานรวมการทำงานได้ตามที่กำหนด ทั้งการทำงานร่วมกับ EcoStruxure IT และระบบหรือซอฟต์แวร์ของค่ายอื่นๆ ก็ตาม

ศูนย์ข้อมูลด้านสภาพอากาศเชิงบวกของ EcoDataCenter

EcoDataCenter ของลูกค้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้บริการทั้งโคโลเคชั่นและการประมวลผลประสิทธิภาพสูง EcoDataCenter ตั้งอยู่ในเมือง Falun ประเทศสวีเดน ดำเนินงานโดยเน้นการแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศที่เป็นบวก เมื่อถึงเวลาที่ต้องสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ ก็มีการออกแบบให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดและรองรับอนาคตมากที่สุด บริษัทจึงต้องการพันธมิตรที่มีจุดร่วมเดียวกันในการให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน และหันมาร่วมมือกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

“ด้วยเทคโนโลยี และความรู้ในฝั่งของชไนเดอร์ บวกกับความมุ่งมั่นพยายามของเรา จึงเป็นความลงตัวในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้ประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มิคาเอล สแวนเฟลด์ท ซีทีโอของ EcoDataCenter เผย “EcoStruxure เป็นแพลตฟอร์มที่ผสานรวมผลิตภัณฑ์ของเราเข้าเป็นหนึ่งเดียว ในการมอบข้อมูลเชิงลึกได้อย่างแท้จริง เกี่ยวกับวิธีการทำงานของศูนย์ข้อมูลของเรา”

มีทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำหน้าที่ผสานรวมการทำงาน EcoStruxure IT ในทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์สูงสุดจากการใช้ EcoStruxure IT  ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงสร้างทีมโซลูชันที่กำหนดการทำงานได้ตามต้องการ (custom solutions) ซึ่งประกอบด้วยวิศวกรที่มีทักษะ ที่จะคอยดำเนินการในการผสานรวมการทำงานได้ตามต้องการไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามในโลก ทีมงานที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครนี้ จะมอบทั้งทรัพยากรและความสามารถที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าสามารถปรับใช้ EcoStruxure IT ได้สำเร็จ

“ทีมงานดังกล่าว คือส่วนหนึ่งที่สื่อถึงสิ่งที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้กล่าวเอาไว้ ว่าเราเป็นบริษัทระดับโลกที่มีเครือข่ายท้องถิ่นมากที่สุด” เควิน บราวน์ กล่าว “สมาชิกในทีมพูดได้ 24 ภาษาและเป็นตัวแทนของ 15 สัญชาติ เราทำงานร่วมกับพันธมิตร และลูกค้าในทุกพื้นที่ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้น และระยะยาว”

สามารถสัมผัสประสบการณ์จากการใช้งาน โซลูชั่น EcoStruxure IT รุ่นใหม่ ที่ช่วยตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้นได้ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ใน วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 ณ Grand Hall ชั้น 2, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา