15 มี.ค. 2566 346 1

เจาะ 5 เทรนด์ Web3 ที่กระแสมาแรงในปีนี้

เจาะ 5 เทรนด์ Web3 ที่กระแสมาแรงในปีนี้

เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาลง เรามักจะได้ยินเสมอว่า “คริปโตถึงกาลอวสานแล้ว” แต่แท้จริงแล้ว ราคาคริปโตไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่บ่งชี้ถึงภาวะของอุตสาหกรรมคริปโต เพราะในปีที่ผ่านมาความสนใจ การลงทุน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เทรนด์ต่างๆ ในตลาดปัจจุบันยังสะท้อนถึงทิศทางที่ดีขึ้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโต ซึ่งอาจเป็นการปูทางสู่ช่วงเวลาของตลาดกระทิงในอนาคตอันใกล้นี้

1. องค์กรต่างๆ กำลังลงทุนในคริปโต

ในปีที่ผ่านมา บริษัทผู้ทรงอิทธิพลกว่า 40 แห่ง เช่น Google, Microsoft และ Blackrock ได้ประกาศการลงทุนใน Web3 และมีแนวโน้มว่าจะมีรายชื่อบริษัทอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเหล่านี้ได้ทุ่มเงินเกือบ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในการพัฒนาสตาร์ทอัพและโครงการด้านบล็อกเชน พร้อมมองเห็นถึงความสำคัญของแนวคิด “การช้อนซื้อเมื่อราคามีการปรับตัวลดลง (buy the dip)” ซึ่งเห็นได้จากการที่พวกเขาพยายามมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ และส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการด้านนวัตกรรม พร้อมผลักดันบริษัทสู่การเป็นผู้นำเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่แบรนด์และลูกค้าของตนเองผ่าน Web3 นั่นเอง

2. ธุรกิจ B2C ยุคใหม่คือการซื้อ ขาย จ่าย ด้วย Web3

ทั้งนี้ บริษัทต่างๆ ไม่เพียงทุ่มเงินมหาศาลในการลงทุนด้าน Web3 เท่านั้น หากแต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านการนำเสนอบริการด้วย Web3 อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Fidelity, Goldman Sachs และ Blackrock ที่กำลังนำเสนอบริการซื้อขายบิตคอยน์กับลูกค้าของพวกเขา ด้านแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง McDonalds และ Mastercard ก็ได้ประกาศเปิดระบบให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการด้วย BTC และเหรียญคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ แล้วในบางประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักด้นการใช้คริปโต เนื่องจากการชำระเงินด้วยคริปโตเป็นหนึ่งในวิธีการใช้งานที่เข้าใจง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทันที

3. นานาประเทศกำลังเปิดรับคริปโต

การปฏิวัติของ Web3 ได้รับการตอบรับไม่ใช่แค่ในระดับองค์กรเท่านั้น แต่รวมถึงในระดับประเทศด้วย โดยประเทศญี่ปุ่น บาห์เรน ไนจีเรีย และโดมินิกา ต่างเล็งเห็นถึงโอกาสทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจากคริปโตซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชากรภายในประเทศ ตั้งแต่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การประกอบกิจการ ตลอดจนโครงการที่สร้างสรรค์และการเชื่อมต่อสังคมเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมทดสอบการใช้งานเยนดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ช่วยผลักดันการริเริ่มใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC)  และสำหรับประเทศตุรกี Binance ได้ส่งมอบเหรียญ BNB (Airdrop) มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่ผู้ใช้งาน Binance ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด เป็นต้น

4. Web3 ช่วยเปิดประตูบานใหม่ให้โลกความบันเทิงและการมีส่วนร่วมของชุมชน

การนำเทคโนโลยี Web3 มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมบันเทิงถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ตลอดจนปูทางไปสู่อนาคตที่เนื้อหาความบันเทิงจะมีความสมจริง เฉพาะเจาะจง และโต้ตอบสื่อสารได้มากกว่าเดิม อีกทั้งเทคโนโลยีนี้ยังส่งผลให้เกิดการพลิกโฉมรูปแบบของผลตอบแทน (incentive) ลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน และช่องทางการสร้างรายได้ผ่าน NFT อีกด้วย

ทั้งนี้ แบรนด์ระดับตำนานเริ่มนำเทคโนโลยี Web3 มาประยุกต์ใช้นอกเหนือไปจากการรับชำระเงินหรือซื้อขายทั่วไปด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Starbucks ที่เริ่มใช้งาน NFT กับสมาชิก ในขณะที่ Coca-cola, LG, Reddit และ eBay ได้เริ่มประกาศเปิดตัวโครงการ NFT ใหญ่ๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ จากงานวิจัยล่าสุดของบริษัทดีลอยท์เผยว่า NFT ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาจะสร้างเม็ดเงินกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2022 โดยในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฟีฟ่าหรือองค์กรฟุตบอลระดับโลกได้สร้างบัญชีและแพลตฟอร์ม NFT ร่วมกับ Algorand ผู้พัฒนาเครือข่ายบล็อกเชน เพื่อให้แฟนฟุตบอลโลกได้เป็นเจ้าของโมเมนท์สำคัญที่เกิดขึ้นในรูปแบบ NFT นอกจากนี้ แบรนด์สินค้ากีฬาสุดไอคอนิกอย่าง “Nike” ยังได้ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันของสะสมแบบดิจิทัลให้ลูกค้าที่สนใจด้วยเช่นกัน โดย Dune Analytics เปิดเผยว่าสินค้าดังกล่าวของไนกี้ซึ่งอยู่ในรูปแบบ NFT กวาดรายได้ไปแล้วกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

5. นวัตกรรมคริปโตและการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนา Web3 และการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้ตลาดจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม โดยในปี 2022 บรรดาบริษัทธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้ทุ่มเงินกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อดำเนินโครงการ คริปโตใหม่ๆ โดยกว่า 4,000 โครงการนั้นได้สร้างความตื่นตัวให้กับชุมชนนักลงทุน พร้อมทั้งยังมีโครงการที่มีความสามารถหรือศักยภาพในการใช้งานจริงเข้าสู่ตลาดในปีที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่ง Binance เองก็ได้เล็งเห็นโอกาสอันมหาศาลจากการช่วยพัฒนา Web3 จึงได้เดินหน้าลงทุนในโครงการนวัตกรรมคริปโตอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการร่วมเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ดังที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่สามารถเพิ่มอิสรภาพทางการเงินของผู้คนทั้งการฝากเพื่อผลตอบแทน ถือครอง ใช้จ่าย และแจกจ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของ Binance ในการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก ซึ่งการเติบโตและการพัฒนาในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม แม้สภาวะตลาดจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม