23 ธ.ค. 2565 1,345 18

ดีอีเอส ร่วมกับ ETDA และ 6 หน่วยงาน อัปเดตความคืบหน้า Digital ID พิสูจน์ตัวตนออนไลน์ เตรียมนำเข้าครม. เพิ่มเติม ย้ำประชาชนไทยทุกคนเปิดใช้บริการฟรี

ดีอีเอส ร่วมกับ ETDA และ 6 หน่วยงาน อัปเดตความคืบหน้า Digital ID พิสูจน์ตัวตนออนไลน์ เตรียมนำเข้าครม. เพิ่มเติม ย้ำประชาชนไทยทุกคนเปิดใช้บริการฟรี

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) จับมือ 6 หน่วยงาน จัดงานแถลงข่าว "Digital ID framework เปิดกลยุทธ์เดินหน้า...ดิจิทัลไอดีไทย" เปิดเผยความคืบหน้าการเร่งเครื่อง Digital ID ประเทศ พร้อมเปิดทิศทางการการไปต่อภายใต้ Digital ID framework Phase 1 ตั้งเป้าหมายคนไทยต้องเข้าถึงหลายบริการทั้งของภาครัฐและเอกชนได้...อย่างไร้รอยต่อ ด้วย Digital ID บัญชีเดียว แค่ลงทะเบียนพิสูจน์ตัวตนครั้งเดียวก็ใช้งานได้


ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในงาน กล่าวว่า วันนี้สำหรับคนไทยแล้ว Digital ID หรือการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป เพราะทุกกิจกรรมการทำธุรกรรมออนไลน์ในชีวิตประจำวันของเรา ต่างก็มีกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะในโลกดิจิทัล Digital ID ถือเป็น ID หรือ Identity ของเรา ที่จะช่วยบอกได้ว่า “เราเป็นใคร” ไม่ต่างจากการมี “บัตรประจำตัวประชาชน” บนโลกออฟไลน์ ดังนั้น Digital ID เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้เจ้าของ ID ผู้ใช้งาน สามารถเข้าถึงและเข้ารับบริการดิจิทัลต่างๆ จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัยน่าเชื่อถือ โดยไม่ถูกปลอมแปลง ยกระดับการให้บริการทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐ ให้มีความคล่องตัว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความแออัด ลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการในระยะยาว เป็นต้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนให้ประเทศเกิดการพัฒนาและใช้งาน Digital ID มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การมอบหมายให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นที่ปรึกษา เร่งพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล หรือ Face Verification Service (FVS) เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนหรือพิสูจน์ตัวตนด้วยภาพใบหน้าได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่จุดบริการต่างๆ เช่น การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันกระเป๋าตัง ที่อยู่ที่ไหนก็สามารถสมัครใช้บริการได้ ซึ่งระบบ FVS จะช่วยให้การเปรียบเทียบภาพใบหน้าชัดและแม่นยำขึ้น นอกจากนี้ ยังเร่งให้เกิดจัดทำกฎหมายมาตรฐาน ตลอดจนหลักเกณฑ์การดูแลผู้ให้บริการการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ที่จะบัญญัติไว้ใน (ร่าง) พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. .... ซึ่งล่าสุดนายกรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว รวมไปถึงการจัดทำมาตรฐานทางด้านเทคนิคหรือแนวทางการพัฒนาและใช้งานระบบ Digital ID ของประเทศ เพื่อให้การใช้งานมีมาตรฐานระดับสากล และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการและผสานความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน กระทรวงดิจิทัลฯ จึงได้ร่วมมือกับกระทรวง กรม รวมถึงหน่วยงานราชการและองค์กรภาคเอกชนหลายหน่วยงาน จัดทำ “กรอบการขับเคลื่อนการให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลประเทศไทย ระยะที่ 1 พ.ศ. 2565 - พ.ศ. 2567” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “Digital ID Framework” ขึ้น เพื่อเป็นกรอบแนวทางของประเทศในการบูรณการความร่วมมือและการขับเคลื่อนงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้แผนปฏิบัติการที่จะช่วยเร่งผลักดันให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จ สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้งานของประชาชน ภาคธุรกิจและภาครัฐ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ Digital ID Framework พร้อมจัดทำโครงการและดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบที่กำหนดแล้ว งานแถลงข่าว Digital ID framework เปิดกลยุทธ์เดินหน้า...ดิจิทัลไอดีไทย” จึงเป็นโอกาสดีที่หน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อน Digital ID ภายใต้  framework นี้ ได้แก่ กรมการปกครองกรมสรรพากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สำนักงาน กสทช.บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด และ ETDA จะได้มาร่วมพูดคุยเล่าให้เราฟังว่า แต่หน่วยงานมีบทบาท ทิศทาง นโยบายในการเดินหน้าส่งเสริมให้คนไทยเกิดการใช้งาน Digital ID ในวงกว้างได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เราทุกคนเห็นภาพอนาคตดิจิทัลไอดีไปพร้อมๆ กัน

“เป้าหมาย ของ Digital ID framework  คือ การผลักดันให้บริการ Digital ID ไปถึงมือประชาชน สามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ของภาครัฐและเอกชนได้ โดยไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อน มีบริการที่ประชาชนเข้าใช้งานด้วย Digital ID ได้จริง ซึ่งวันนี้มีบริการนำร่องต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว เช่น การยืนยันตัวตนด้วย Digital ID เพื่อยื่นภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากรการแจ้งย้ายที่อยู่ด้วยตนเองของกรมการปกครอง หรือ การเปิดบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ แต่บริการเหล่านี้จะต้องมีเพิ่มขึ้น หลากหลายขึ้นและต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่พร้อมใช้งานอย่างครอบคลุมทั้งการใช้งานของบุคคล นิติบุคคล และบุคคลต่างชาติ”


Digital ID framework ในระยะที่ 1 นี้ มีทั้งหมด 8 กลยุทธ์ ได้แก่

1.มี Digital ID ที่ครอบคลุม คนไทย นิติบุคคล และคนต่างชาติ พร้อมต่อยอดใช้งานทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

2.ประชาชน สามารถใช้ Digital ID ที่เหมาะสม เข้าถึงบริการออนไลน์ได้

3.กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ให้ข้อมูลและบริการ สนับสนุนการพิสูจน์ตัวตนคนไทยและคนต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย

4.ใช้ Digital IDในการทำธุรกรรมของนิติบุคคลเป็นการใช้ Digital ID บุคคลธรรมดาของผู้มีอำนาจของนิติบุคคลนั้น ร่วมกับการมอบอำนาจ หากจำเป็น

5.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหน่วยงานหลักที่ให้ข้อมูลนิติบุคคล สนับสนุนการทำธุรกรรมของนิติบุคคลด้วย Digital ID  

6.ประชาชน เข้าถึงบริการออนไลน์ของรัฐได้ด้วย Digital ID ที่น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนซ้ำซ้อน

7.ETDA ขับเคลื่อนนโยบาย Digital ID ในภาพรวม พร้อมพัฒนามาตรฐานกลาง ที่หน่วยงานกำกับแต่ละ Sector สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Sector ของตนได้อย่างเหมาะสม และ

8. DGA พัฒนามาตรฐานบริการ Digital ID ของรัฐ ให้มีมาตรฐาน สอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่างรัฐและเอกชนได้ โดยสามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ https://bit.ly/3Pbbgbc


วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเสริมว่า การพัฒนาให้ Digital ID เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลฯ มีองค์ประกอบของระบบ บริการ และโครงสร้างที่จำเป็นในหลายส่วน โดยเฉพาะการให้บริการ Digital ID ของประเทศไทย ที่วันนี้เรามีการขับเคลื่อนงานด้วยแนวทางแบบผสมผสาน ผู้ให้บริการจากภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือกัน เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้บริการ เข้าถึงบริการของรัฐและเอกชนได้ด้วย Digital ID ที่ตัวเองมีอยู่ ดังนั้น การขับเคลื่อนระบบนิเวศทางดิจิทัล ด้าน Digital ID มีกลยุทธ์หลักตาม “Digital ID Framework” ที่เป็นแกนกลางของการทำงานในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งในเชิงการพัฒนา การให้บริการด้าน Digital ID   เพื่อตอบสนองต่อความต้องการให้เกิดการใช้งานในวงกว้างได้ดีขึ้นนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการทำงานร่วมกันของผู้เล่นแต่ละส่วนใน Digital ID Ecosystem มี 3 แนวทาง ประกอบด้วย


(1) ความปลอดภัย (Safe & Secure) ที่ประกอบด้วย การสร้างมาตรฐานกลางการให้บริการและการเชื่อมต่อ ให้การทำงานร่วมกัน และการเชื่อมโยงระหว่างกันได้ ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น  การดูแลให้บริการมีมาตรฐาน สอดคล้องตามเกณฑ์และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบริการด้าน Digital ID เป็นบริการที่มีความสำคัญ จึงหลีกเหลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงในการใช้งาน ผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสม การต่อยอดด้วยแนวคิด Self-Sovereign Identity (SSI) และ Verifiable Credential (VC) ต่อยอดการให้บริการ Digital ID ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทำให้ User บริหารจัดการ ID และข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้ดีขึ้น โดย User สามารถควบคุมการใช้งานได้ด้วยตนเอง  

(2) ราคาเหมาะสมทุกคนใช้งานได้ (Reasonably + Affordable + Accessible) โดยการกำหนด Business Model ที่ยั่งยืน เพื่อให้บริการ Digital ID สามารถให้บริการกับประชาชนในระยะยาวและยั่งยืนได้ พัฒนาบริการ Digital ID โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (User Centric) ให้การใช้งาน Digital ID ของประชาชนสะดวกขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบที่หัวใจของการใช้งาน

(3) ใช้ได้อย่างกว้างขวาง (Widely Available) โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ ทั้งของ IdP หรือ ผู้ให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ที่มีอยู่เดิม ให้รองรับความต้องการในการใช้งานจำนวนมากขึ้นและปรับให้ RP หรือ ผู้ให้บริการดิจิทัลที่ต้องอาศัยการยืนยันตัวตนจาก IdP ที่มีผู้ใช้งานมากๆ เป็น IdP เมื่อมีความพร้อม เนื่องจากมีฐานข้อมูลการให้บริการ User ที่สามารถนำมาช่วยในกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนให้กับ RP รายอื่นๆ ได้ หรือ การนำ FVS มาสนับสนุน IdP ในการพิสูจน์ตัวตนให้สะดวกขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน Digital ID ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าใจ มั่นใจและใช้งานได้ โดยเฉพาะการผลักดันให้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ต่อยอดการให้บริการ Digital ID ให้ครอบคลุม Digital ID สำหรับนิติบุคคล ชาวต่างชาติ ส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน Digital ID  ที่หลากหลาย เกิด Super Use Case ของการใช้งาน Digital ID โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในช่วงแรกควรให้ความสำคัญกับลักษณะของงานบริการที่มีผู้ใช้บริการวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่มี Digital ID ขยายวงกว้างมากขึ้น