ถอดบทเรียนความผิดพลาด : ปิดตำนาน Yahoo!

ในยุคดอทคอมกำลังเฟื่องฟูนั้น Yahoo ประสบความสำเร็จจากการเป็น Web Portal หรือสมุดหน้าเหลืองบนโลกอินเตอร์เน็ต ที่เสมือนเป็นประตูสู่เว็ปไซต์ต่างๆ และเคยมีมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 125,000 ล้านเหรียญในปี 2000 แต่สุดท้ายแล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ Yahoo ต้องขายกิจการให้กับ Verizon ในปี 2016 ไปด้วยมูลค่าเพียง 4,800 ล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อว่าความล้มเหลวของ Yahoo ส่วนใหญ่เกิดจากการนิ่งเฉย ปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สูญเงินจำนวนมากไปกับการลงทุนที่ไม่ได้สร้างคุณค่าและความผิดพลาดโอกาสสำคัญทางธุรกิจหลายครั้งที่เกิดจากตัวผู้บริหาร

ย้อนไปก่อนที่สมัย Search Engine จะฉลาดและน่าใช้งานดังเช่นปัจจุบัน Yahoo เคยเป็นศูนย์กลางบนโลกอินเตอร์เน็ต ในอดีตเว็ปไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาแทบจะไม่มีทางถูกค้นพบโดยผู้ใช้ได้เลยถ้าไม่ได้ถูกลิสต์ไว้ Yahoo ฉะนั้นถ้าอยากให้เว็ปไซต์เกิดและเป็นที่รู้จักบนอินเตอร์เน็ตก็คงหนีไม่พ้นต้องซื้อโฆษณาจาก Yahoo เท่านั้น

ความผิดพลาดแรกคือ Yahoo มองตัวเองว่าเป็นบริษัทด้านสื่อไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี

ในยุค 90 แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทซอฟท์แวร์จะมีรายได้หลักมาจากการขายโฆษณา แม้จะมีวิศวกรซอฟท์แวร์นั่งทำงานอยู่เต็มตึกแต่เมื่อรายได้หลักมาจากการขายสื่อพวกเขาจึงวางตัวเองให้เป็นบริษัทด้านสื่อไม่ใช่บริษัทด้านเทคโนโลยี

Yahoo ได้เงินมาอย่างง่ายดายจากการขายโฆษณา จึงหมกมุ่นในการเพิ่มจำนวนพนักงานขายเพื่อขายโฆษณาให้มากขึ้น โดยไม่ได้ใส่ใจที่จะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีหรือมุ่งเน้นในการเพิ่มความสามารถของผลิตภัณฑ์เหมือนดังเช่นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เน้นสร้างวิศวกรที่เก่งกาจเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่นำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ

ความผิดพลาดข้อต่อมาคือ Yahoo พลาดโอกาสทางธุรกิจซึ่งประเมินค่าไม่ได้หลายครั้ง

ในปี 1998 นั้น Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ร่วมก่อตั้ง Google พยายามจะขาย PageRank ที่เป็นระบบในการจัดลำดับการค้นหาเว็ปไซต์ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ( ซึ่งภายหลังระบบที่ว่านี้กลายเป็นจุดแข็งของ Google ที่เอาชนะคู่แข่งได้เพราะให้ผลลัพธ์ในการค้นหาที่ดีกว่านั่นเอง ) ทว่า Yahoo กลับปฏิเสธแม้ดีลที่ว่านั้นจะมีราคาเพียง 1 ล้านเหรียญเท่านั้น (ด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมของ Jerry Jang หนึ่งในผู้ก่อตั้ง)

Yahoo ไม่ต้องการให้คนใช้ Search Engine เพราะอยากให้ชาวเน็ตใช้เวลาอยู่กับหน้า Directory ของ Yahoo นานๆ เพราะรายได้หลักของ Yahoo มาจากการขายโฆษณาและทราฟฟิคบนนั้น

ในปีเดียวกันนั้น Yahoo ซื้อ Geocities ซึ่งเป็นบริการที่ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างเว็ปไซต์ส่วนบุคคลไปในราคา 4,580 ล้านเหรียญ ซึ่งหลายสื่อต่างยกให้นั่นเป็นดีลที่แย่ที่สุดบนธุรกิจอินเตอร์เน็ตดีลนึงเลยทีเดียว

Yahoo ยังลงทุนในการซื้อกิจการอื่นๆ อีกหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นการซื้อ Broadcast.com ซึ่งเป็นบริการดูโทรทัศน์ออนไลน์ในปี 1999 ในราคา 5,700 ล้านเหรียญซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปได้ไม่ดีนักเพราะอินเตอร์เน็ตในสมัยนั้นช้าเกินไป

ต่อมาพฤติกรรมของผู้ใช้ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อ Google สามารถนำทางชาวเน็ตไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพียงแค่ผู้ใช้ป้อนคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหาลงไปก็จะได้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องและมีคุณค่าจริงๆ ในขณะที่ Search Engine อื่นๆ ยังคงให้ผลลัพธ์เดิมๆ เพราะไม่ให้สามารถจัดลำดับคะแนนของเว็ปไซต์ตามคุณภาพของเนื้อหาได้ที่สัมพันธ์กับคำค้นได้ เนื่องจากทำได้แค่นับจำนวนครั้งคีย์เวิร์ดที่ปรากฏซ้ำๆ ในหน้าเอกสารจึงพ่ายแพ้ต่อ SEO ยุคแรกที่เน้น Spam คีย์เวิร์ดลงไปในเอกสาร HTML

ในปี 2002 Yahoo เกือบจะซื้อกิจการ Google ในราคา 1 พันล้านเหรียญแต่เพราะคิดช้าทำช้า Google เลยขึ้นราคาเป็น 3 พันล้านเหรียญ ตอนนั้น Yahoo เองก็ย่ำแย่เช่นกันเพราะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตฟองสบู่ www มูลค่าของ  Yahoo ในตอนนั้นเหลือไม่ถึง 1 ใน 10 ของมูลค่าสูงสุดที่เคยมีในปี 2000

Search Engine ของ Google เอาชนะ Yahoo และกลายเป็นศูนย์กลางของโลกอินเตอร์เน็ต

Yahoo Mail ที่ไม่รู้จะเขียมพื้นที่ไปไหนก็แพ้ให้กับความใจกว้าง Gmail เช่นกัน

Geocities ที่จำกัดแบนด์วิธไว้ 4MB ต่อชั่วโมงแถมไม่มี FTP ให้ใช้ก็ถูกแทนที่ด้วย MySpace, Blogger และ Facebook

ในปี 2004 นั้น Yahoo ยื่นข้อเสนอ 1,000 ล้านเหรียญให้กับ Facebook แต่ถูก Mark Zuckerberg ในวัย 22 ปีปฏิเสธ บางแหล่งข่าวกล่าวว่าถ้า Yahoo ยื่นข้อเสนอมากกว่านั้นสักหน่อย Mark Zuckerberg คงถูกบอร์ดบริหารบังคับให้ขายแน่ๆ

ความผิดพลาดประการต่อมาคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ไม่ได้เติบโตมาทางสายเทคโนโลยี

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบวิสัยทัศน์ของ Yahoo กับคู่แข่งแล้ว...

Google ซื้อ Youtube(Video Streaming) , Deep Mind(AI), DoubleClick (ADs Engine), Boston Dynamics(Robotics)

Facebook ซื้อ Oculus Rift(AR), Instagram(Social Media)

สุดท้ายแล้วบริการหลัก Yahoo ก็พ่ายแพ้ต่อ Google

Geocities แพ้ Facebook

Broadcast.com แพ้ Youtube

Tumblr แพ้ Instagram

ต่อมา Microsoft ยื่นข้อเสนอให้ Yahoo ในราคา 44,600 ล้านเหรียญในปี 2008 แต่ถูกปฏิเสธไปโดยผู้บริหารที่ชื่อว่า Terry Semel ผู้ที่ถูกจัดให้เป็นผู้บริหารที่แย่ที่สุดคนหนึ่งในวงการธุรกิจอินเตอร์เน็ต

แม้ว่าต่อมา Yahoo จะเปลี่ยนผู้บริหารหลายคนและได้ Marissa Meyer มารับช่วงในวาระสุดท้าย แต่นอกจากผลิตภัณฑ์หลักจะตามหลังคู่แข่งแล้วยังโดนแฮกเกอร์เล่นงานอีกหลายครั้ง บริษัทที่ไปซื้อมาใหม่ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะสร้างมูลค่าให้กับผู้ใช้ได้เป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายแล้วก็ต้องแยกย้ายด้วยมูลค่า 4,800 ล้านเหรียญด้วยข้อเสนอของ Verizon

บนความผิดพลาดซ้ำๆ ของ Yahoo ยังมีดีลที่โลกจดจำที่ทำให้ Yahoo ยังสามารถประคองตัวเองมาจนถึงปี 2016

ครั้งหนึ่ง Jerry Jang หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Yahoo ได้ไปเที่ยวที่จีนและพบกับไกด์ทัวร์คนหนึ่งนามว่า Jack Ma ทั้งสองคนได้พูดคุยทำความรู้จักกัน ก่อนที่ต่อมา Jack Ma จะผันตัวเป็นผู้ก่อตั้ง Alibaba

Yahoo ลงทุน 1,000 ล้านเหรียญในการซื้อหุ้น 40% ของ Alibaba ในปี 2006

ปัจจุบัน Alibaba มีมูลค่าราว 200,000 ล้านเหรียญ ซึ่งถ้า Yahoo เก็บหุ้นส่วนนี้ไว้มันจะมีมูลค่าสูงถึง 80,000 ล้านเหรียญ

ทว่าสุดท้ายแล้วกลับเหลืออยู่ในมือเพียง 15% เท่านั้นเพราะดันขายกินประทังชีวิตไปแล้วบางส่วนแต่สุดท้ายก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวอยู่ดี (ดันหัวร้อนรีบขายตอนไม่ได้ราคาด้วย T___T )

ที่สุดแล้วธุรกิจหลักของ Yahoo จะถูกควบรวมกับ AOL ภายใต้ชื่อ Oath

ส่วนที่เป็น Holding Company ที่ถือหุ้นของ Alibaba จะเปลี่ยนชื่อเป็น Altaba (Alternative to Alibaba)

8 มิถุนายน 2017 ตำนานของ Yahoo ได้ปิดตัวลงเป็นที่เรียบร้อย

Share this Article:

ADVERTISMENT