เอปสัน ตั้งเป้าสิ้นปีขอโตเพิ่มอีก 10% เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตยังเป็นรายรับหลัก

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา เอปสัน ประเทศไทย บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ในการทำแคมเปญสื่อสารการตลาด ภายใต้ชื่อ TRUST เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้ามาตลอด 25 ปี ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งในเชิงการรับรู้แบรนด์ที่กว้างขึ้น และทัศนคติที่ดีของลูกค้าต่อแบรนด์เอปสัน ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และช่วยสนับสนุนด้านการขายจนเป็นไปตามเป้าที่วางไว้

"สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมา บริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้รวมจากการขายสินค้าทุกกลุ่ม ทั้งของประเทศไทย และตลาดในภูมิภาคภายใต้การดูแลของเอปสัน ประเทศไทย ได้แก่ ประเทศเวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว และ ปากีสถาน รวมเติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% โดยแบ่งเป็นตลาดประเทศไทยเติบโตเพิ่มขึ้น 6% และตลาดต่างประเทศ เติบโต 16% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทฯ สามารถรุกขยายเข้าสู่ตลาดกลุ่ม Mid to High เช่น องค์กรธุรกิจขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และเอเจนซี่ต่างๆ ได้มากขึ้น”

 

นายยรรยงกล่าวถึงการเติบโตของสินค้าแต่ละประเภทว่า พรินเตอร์อิงค์เจ็ตมีการเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 20% เนื่องจาก กลุ่ม L-Series หรือเครื่องแท็งค์แท้ของเอปสันทำยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมได้ฐานลูกค้าเพิ่มจากกลุ่มผู้ใช้เครื่องแท็งค์เถื่อนที่เริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เอปสันเคยคาดการณ์ถึง แนวโน้มตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ตว่า ระบบหมึกพิมพ์ความจุสูงจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีมูลค่าการขายมากกว่า 70% ของตลาดทั้งหมดภายใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันพรินเตอร์ระบบแท็งค์ก็มีมูลค่าทะลุไปถึง 72% แล้ว

“ในปีที่ผ่านมาเอปสันยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทั้งประเภทซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นและมัลติฟังก์ชั่นด้วย สัดส่วนตลาดเชิงมูลค่าถึง 41% เพิ่มจาก 35% ในปี 2557 โดยเฉพาะตลาดธุรกิจโซโหและเอสเอ็มอีที่กลายเป็นตลาด ใหญ่ที่สุดของพรินเตอร์อิงค์เจ็ต เอปสันก็ยังเป็นหมายเลขหนึ่งของตลาดนี้ ในขณะที่ตลาดคอนซูเมอร์เริ่มลดลง เนื่องจากยอดการพิมพ์ตามบ้านน้อยลงเพราะคนใช้สมาร์ทดีไวซ์กันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในกลุ่มสินค้าพรินเตอร์หมึก พิมพ์ความจุสูง เอปสันยังครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 55%” 

 

นายยรรยงกล่าวต่อว่า “กลุ่มสินค้าที่เติบโตมากที่สุดเป็นอันดับสองคือกลุ่มทีเอ็มพรินเตอร์ เช่น พรินเตอร์พิมพ์ใบเสร็จ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 16% เนื่องจากมีห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงร้านค้าปลีก และร้าน อาหารเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก ในส่วนโปรเจ็คเตอร์ มียอดขายเพิ่มถึง 3% ซึ่งถึงแม้ตลาดโดยรวมจะไม่มีการขยายตัว แต่เอปสันก็ยังคงสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่ง 35% โดยบริษัทฯ ได้ใช้กลยุทธ์ในการออกสินค้าใหม่อยู่เสมอ เพื่อไปตอบโจทย์ความต้องการทุกด้าน ของลูกค้าทุกประเภท ทั้งในแง่ของความคุ้มค่า ระดับความสว่าง ฟังก์ชั่นการทำงาน ไปจนถึงความเหมาะสมกับ ประเภทธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันเอปสันมีโปรเจ็คเตอร์มากกว่า 60 รุ่นอยู่ในตลาด และยังคงชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยี 3LCD ความคุ้มค่าในการลงทุนที่ได้เปรียบคู่แข่ง พร้อมบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าที่เน้นใช้งานด้าน    พรีเซนเตชั่น อย่าง กลุ่มสถาบันการศึกษา เอเจนซี่โฆษณา ออร์แกไนเซอร์ ต้องการ” 

 

นายยรรยงกล่าวถึงทิศทางธุรกิจในปี 2559 ว่า เอปสัน ประเทศไทย ได้ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% โดยคาดการณ์ว่ากลุ่มสินค้าหลักทั้ง 3 กลุ่มจะมีอัตราเติบโตดังนี้ กลุ่มพรินเตอร์อิงค์เจ็ต 15% พรินเตอร์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม 15% และโปรเจ็คเตอร์ 8% ซึ่งบริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ที่เน้นสร้างการเติบโตในระยะยาวได้ไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างมูลค่าที่แท้จริงที่ลูกค้าควรได้รับ (Real Customer Value) การสร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ (New Business Value) และการสร้างมูลค่าให้แบรนด์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน (Brand Value)

 

Share this Article: