EGA นำทีมหน่วยงานรัฐปฏิวัติ Digital Government มุ่งสู่ Digital Economy (1)

สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เผย 10 แนวโน้มรัฐบาลดิจิทัล หลังรัฐบาลรุกหนักดิจิทัลอีโคโนมี ชี้อินเทอร์เน็ตเมืองจะถูกจัดระบบใหม่ รัฐแห่ใช้คลาวด์คอมพิวติ้ง การจัดซื้อไอทีภาครัฐจะเปลี่ยนแปลง พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อให้โปร่งใสและนำไปใช้งานสร้างแอพพลิเคชันต่อเนื่อง

งาน e-Gov Day 2015 ของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จัดขึ้นในวันที่ 24-26 เมษายนนี้ที่ CentralWorld  เพื่อต้องการให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลต้องการผลักดันนโยบาย Digital Economy เพื่อยกระดับทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น และเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องเดินทางไปหลายแห่ง

คนส่วนใหญ่จะไม่ว่างวันธรรมดา ถ้าจะมาติดต่อกับหน่วยงานรัฐ ก็ติดปัญหาการเดินทางลำบากและไม่สะดวกในเวลาทำการราชการ  ถ้ามีจุดรวมศูนย์ที่เดียว มาครั้งเดียวทำได้ทุกอย่างยิ่งดี และนำหน่วยงานนั้นมาตั้งอยู่ในศูนย์การค้าที่สะดวกสบาย การเข้าถึงยิ่งง่าย ดังนั้น จึงเกิดโครงการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมภาครัฐ (G-Point) โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งศูนย์ G-Point ที่แรกได้เปิดให้บริการแล้วที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะเปิดให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อเรื่องประกันสังคม ติดต่อกรมการจัดหางานและขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ติดต่องานทะเบียนราษฎร์ อาทิ ทำบัตรประชาชน ทำบัตรใบขับขี่ งานเปลี่ยนใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ซึ่งต่อไปในอนาคตจะมีการเพิ่มงานบริการอื่น ๆ ที่ส่วนราชการ หรือ ก.พ.ร. พิจารณาแล้วเห็นว่าควรนำมาให้บริการในศูนย์บริการร่วม  มีการให้บริการแบบ Self-Service ได้แก่ การตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากภาครัฐ เช่น ข้อมูลประกันสังคม เบี้ยผู้สูงอายุ หรือตรวจสอบข้อมูลบุคคลในทะเบียนบ้าน ผ่านตู้คีออส (Kiosk) เพื่อให้บริการประชาชนที่ตั้งอยู่ในศูนย์ G-Point ด้วย

การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และเน้นให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล หรือ Digital Government อย่างเป็นระบบจะส่งให้เกิดแนวโน้ม 10 ด้านที่สำคัญขึ้นในประเทศไทย โดยคาดว่าแนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งจะกระทบวงกว้างทั้งในฝั่งประชาชน ฝั่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และฝั่งหน่วยงานรัฐ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวทั้งระบบ ซึ่ง 10 แนวโน้มที่สำคัญคือ

1. เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยจะถูกจัดสรรใหม่ เช่นเดียวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ในธุรกิจโทรคมนาคม ภาครัฐจะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกแห่ง และมีการเชื่อมต่อข้อมูลปลายทางจากหน่วยงานกว่าครึ่ง ข้อมูลพื้นฐานจากบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และอื่น ๆ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ดึงไปใช้ได้ในทันที

2. ภาครัฐจะใช้คลาวด์คอมพิวติ้งเป็นพื้นฐานกว่า 50% ทั้งจากการผลักดันของกฎระเบียบต่างๆ การใช้งานที่พิสูจน์แล้วทั้งภาครัฐและเอกชนที่แสดงให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพ ประหยัดกว่า ระบบใหญ่ๆ ของภาครัฐที่แม้จะ Critical แค่ไหนก็จะมีการใช้งานผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง และระบบ G-Cloud ของ EGA ก็จะเข้ามารองรับแนวโน้มนี้อย่างสมบูรณ์

3. ลงทุนพัฒนาเป็นแอปพลิเคชั่นมากขึ้น การใช้จ่ายหรืองบประมาณภาครัฐทางด้านไอทีจะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาเฉพาะแอปพลิเคชันถึง 50% การจัดซื้อฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เครือข่ายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ และ G-Cloud จะทำให้ระบบการจัดซื้อระบบไอทีของภาครัฐเปลี่ยนไป

4. ภาครัฐจะแบ่งปันข้อมูลแบบมาตรฐานเข้าสู่โครงการ Open Data ประมาณ 200 ชุดข้อมูล ซึ่งถือว่าจะยังไม่มากนัก แต่หลังจากนั้นจะเกิดชุดข้อมูลแบบก้าวกระโดด

5. แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือของภาครัฐจะมีให้บริการประชาชนมากกว่า 500 แอป และจะกลายเป็นแอปพลิเคชันหลักในตลาด โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้จะมาจากภาครัฐโดยตรงและจากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์เอกชน

6. การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง Big Data จะเริ่มดำเนินการ อาจจะมีองค์กรใหม่ของภาครัฐเข้ามาจัดการ และจะมี Data Scientist ภาครัฐขึ้น เพื่อทำให้ฝ่ายบริหารของรัฐบาลได้ข้อมูลที่สำคัญไปช่วยในการบริหารงานต่อไป

7. Internet of Thing (IOT) ในภาครัฐจะเริ่มเกิดขึ้น จากการเข้ามาของ IOT หรือสิ่งของทุกสิ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เอง แม้จะเป็นปีแรกๆ ที่แนวคิดและคอนเซ็ปต์จะถูกจับมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์จริงบ้างแล้ว แต่นี่คือแนวโน้มใหญ่ของโลก ซึ่งจะเห็นการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาสู่ระบบรัฐบาลดิจิทัลในเร็วๆ นี้

8. จุดให้บริการของภาครัฐต่อประชาชนจะเริ่มเปลี่ยนจากการใช้คนมาเป็นใช้เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นตู้คีคอส เวนดิ้งแมชชีน หรือเครื่องอัตโนมัติต่างๆ ภาคประชาชนจะดำเนินการธุรกรรมต่างๆ ผ่านเครื่องด้วยตัวเอง ซึ่งจะลดขั้นตอนและลดปัญหาต่างๆ ลงไปได้มาก

9. ประชาชนจะเริ่มเก็บข้อมูลธุรกรรมกับภาครัฐต่างๆ ไว้กับตัว และสามารถบริหารข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเป็นประโยชน์ได้ โดยการจัดเก็บและการบริหารอาจอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่นเก็บในฮาร์ดดิสก์ส่วนตัว หรือเก็บไว้บนคลาวด์ แต่ทั้งหมดต้องสามารถดึงมาใช้ได้ทันทีที่ต้องการ

10. ระบบแอปพลิเคชันใหม่ๆ ของภาครัฐจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Payment Gateway และระบบอื่นๆ ที่เป็นของภาคเอกชน ดังนั้นแอปพลิเคชันต่างๆ ของภาครัฐจะมีการให้บริการในหลากมิติ

ทั้งหมดนี้จะเป็น The New Paradigm of Government Services ที่จะเข้ามาถึงประเทศไทยในเร็ววันนี้แล้ว จะเป็นการยกระดับและทำให้บริการของภาครัฐต่อประชาชนเปลี่ยนไปอย่างพลิกโฉม ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนทั้งระบบไม่ใช่การเปลี่ยนเฉพาะหน่วยงานรัฐที่มีความพร้อมเท่านั้น EGA เชื่อว่าภาคประชาชนจะได้ประโยชน์จาก Digital Economy อย่างเต็มที่ โดยมี Digital Government คอยให้บริการอยู่เคียงข้าง

สำหรับการดำเนินงานของ EGA ในรอบสี่ปีของการก่อตั้ง ถือว่าเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีทิศทาง เราได้เห็นระบบโครงการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือ ข่ายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Common Government Network Infrastructure) การพัฒนาระบบคลาวด์ภาครัฐ (Government Cloud : G-Cloud) ปัจจุบันมีหน่วยงานขอใช้บริการทั้งสิ้น 211 หน่วยงาน คิดเป็น 507 ระบบ การพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Infor mation Network : GIN) ที่พัฒนาให้มีการนำระบบบริการภาครัฐที่ส่วนราชการสามารถใช้งานร่วมกันได้บนเครือข่าย GIN ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐใช้บริการ GIN แล้วมากกว่า 3,000 วงจรทั่วประเทศ เราได้เห็น EGA ได้เป็นแนวรุกในการผลักดันให้เกิดแอปพลิเคชันภาครัฐ ให้เป็นบริการกับประชาชนอย่างแท้จริงมากขึ้น โดยการตั้ง GAC หรือ Government Application Center เพื่อรวบรวมแอปพลิเคชันมากมายของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนค้นหาได้ง่าย ซึ่งขณะนี้ได้รวบรวมแอปพลิเคชันภาครัฐแล้วเกือบ 100 แอปพลิเคชัน จากทั้ง 19 กระทรวง รวมทั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานอิสระต่างๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของ EGA ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีคุณภาพ มีความโปร่งใส เน้นการมีส่วนร่วม เพื่อยกระดับการบริการสู่ประชาชน และสอดคล้องกับนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ Digital Economy ของรัฐบาล

Share this Article: