สร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทไอทีชั้นนำในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในโครงการ สร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

สภาอุตสาหกรรมฯ ผนึกกำลัง สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และอินเทล ผลักดันผู้ประกอบการสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน อินเทลให้การสนับสนุนเนื้อหาหลักสูตร Intel® Entrepreneurship Basics หรือ E-Basics ซึ่งนำเสนอหลักการสำคัญในการพัฒนาธุรกิจที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการ

ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน, OTOP) จัดฝึกอบรม E-Basics เพื่อพัฒนาความรู้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านทางเครือข่าย ICT ชุมชน หวังผลักดันภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเข้าสู่ระบบธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์กว่า 12,000 ราย พร้อมจัดโปรโมชั่นสินค้าและบริการด้านไอทีในราคาพิเศษ

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวเนื่องในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “สร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่” ว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรู้ถึงเจตนารมณ์อันดีในความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ให้สามารถขับเคลื่อนและแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่ทันสมัย และนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมสนับสนุนพันธกิจนี้ด้วยการเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) และส่งเสริมสนับสนุน (promoter) ให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้ สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

 

สนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประจำประเทศไทย) จำกัด และในฐานะคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อินเทลมีการพัฒนาหลักสูตรการจัดฝึกอบรมอี-เบสิก (E-Basics) เพื่อให้ความรู้ทางด้านธุรกิจพร้อมกับสร้างทักษะทางด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นให้กับผู้ประกอบการ โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้การใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทั้งบน www.FTIebusiness.com ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และwww.Thaiemarket.com ของสพธอ.โดยในช่วงเริ่มต้นโครงการ ตั้งเป้าหมายว่าจะเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้ประกอบการประมาณ 12,000 ราย ภายในปี 2558นี้ 


ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมผู้ฝึกสอนหรือเทรนเนอร์จำนวน 240 คน จะทำการอบรมผ่านเครือข่ายของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากศูนย์ไอซีทีชุมชนที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศ โดยจะแบ่งสัดส่วนเทรนเนอร์ 1 คนต่อจำนวนผู้เข้าอบรม 150 คน ทั้งนี้ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช เข้ามาช่วยเชื่อมโยงกับเอสเอ็มอีในระดับชุมชน รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจัดพื้นที่เฉพาะภายในร้านค้าปลีก ที่เรียกว่า เอสเอ็มอี คอร์เนอร์ (SME Corner) สำหรับรองรับการเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรฝึกอบรม

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้นำเสนอทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลถึงแนวทางจูงใจให้เอสเอ็มอีเข้ามาจดทะเบียนในระบบมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งการขยายตลาด การอบรมทักษะเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันก็ยังคงดำเนินการตามแนวทางสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ได้จัดทำเว็บไซต์ www.FTIebusiness.com เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับบีทูบี (B2B – Business-to-Business) โดยร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมอุต สาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เข้ามาใช้งาน ส่วนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ก็จะดูแลในส่วนของแพลตฟอร์มสำหรับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับบีทูซี (B2C – Business-to-Consumer) ในรูปแบบของเว็บไซต์ www.Thaiemarket.com

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือนี้จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์กว่า 400,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจเอสเอ็มอีใน ประเทศไทยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 4.21 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานรวม 11.7 ล้านคน หรือ 80.4% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด

Share this Article: