Wi-Fi มาแรง อเมริกาเผยบริการ Wi-Fi calling มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มสูงขึ้นถึง 76% ชี้ 5G ใช้งานได้ไม่มีประสิทธิภาพในอาคาร

ล่าสุดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่อย่าง AT&T ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลระบุว่า ในช่วงเวลาการระบาดของ "ไวรัสโคโรน่า" COVID-19 ประชาชนอยู่บ้านเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้บริการ Wi-Fi calling มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 76%



ซึ่งปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งได้ เป็น 3 กลุ่มนั้นคือ กลุ่มคนทำงาน, กลุ่มการศึกษา และ กลุ่มความบันเทิง ทั้งหมดนี้เป็นการใช้งานผ่านการดำเนินการ Wi-Fi ทั้งสิ้น


โดย AT&T รายงานว่า บริการการโทร เป็นบริการทางเสียงที่เพิ่มขึ้น 33% และจำนวนนาทีที่ใช้งานบริการการโทร Wi-Fi calling มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 76%



สอดคล้องกับโครงข่าย Verizon มีการใช้งานผ่านบริการโทร ในช่วง "ไวรัสโคโรน่า" COVID-19 ส่วนใหญ่เป็นการโทรในวันธรรมดา ซึ่งในสถานการณ์ปกติช่วง Peak จะอยู่ที่วันอาทิตย์ และเป็นที่น่าตั้งของสังเกตุคือการโทรผ่านมือถือโดยตรงกลับลดลงถึง 27% แสดงให้เห็นว่าคนไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน



ที่สำคัญโครงข่ายมือถือไม่สามารถทำงานได้ดีในอาคาร ซึ่งแตกต่างจาก Wi-Fi มีความพร้อมและความสเถียรกว่า ในปัจจุบันมือถือเองรองรับเทคโนโลยี VoLTE สามารถใช้งานผ่านบริการ Wi-Fi ซึ่งเป็นคลื่นระยะสั้น ไม่แตกต่างต่างกับการโทรผ่านทางโครงข่ายมือถือ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ Wi-Fi calling มีสัดส่วนที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้น



RootMetrics เชื่อว่าภายในสถานการณ์โรคระบาด "ไวรัสโคโรน่า" COVID-19 ผู้ให้บริการมือถือต่างปรับเทคโนโลยีให้ VoLTE รองรับกับ Wi-Fi เนื่องจากโรคระบาดกระทบต่อการเปิดตัว 5G ทางโครงข่ายมือถือต่างพึ่งพาเทคโนโลยี Wi-Fi และ LTE เป็นหลักในขณะที่ผู้ใช้งานอยู่บ้าน ในขณะที่ผู้ให้บริการอย่าง Verizon ยังคงต้องทบทวนสัญญาณใหม่เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ 5G Home อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูล  androidcentral  mediapost  techinvestornews  reddit  fiercewireless  cnet 

Share this Article: