การโจมตีทางไซเบอร์ อาจกระทบต่อการควบคุมรถยนต์ Connected Cars

รายงานจาก Consumer Watchdog นำเสนอผู้แจ้งเบาะแสที่ไม่เปิดเผยรายชื่อ 20 ราย จากอุตสาหกรรมรถยนต์ Connected Car ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์

ยักษ์ใหญ่ของวงการยานยนต์ แข่งขันกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี connected cars เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการขับขี่ และทำให้รถยนต์ของตนนั้นล้ำกว่าค่ายอื่น แต่ความสะดวกสบายนั้น ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อย่างเช่น การกดรีโมทสตาร์ทเครื่อง (remote engine starts) การปรับบรรยากาศการขับรถ และบรรยากาศในรถด้วยสมาร์ทโฟน และการช่วยขับรถ ควบคุมรถ และการช่วยจอดรถ ในทุกๆ ความสะดวกสบายนั้นมีการเข้าถึงระบบต่างๆ ของรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้อาจมีช่องโหว่เรื่องความปลอดภัย จนเสี่ยงต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ควบคุมรถได้

Consumer Watchdog ใน Los Angeles นั้นมีรายงานเตือนภัยจากการแฮกระบบของ connected vehicles เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากมีช่องโหว่ที่เจาะไปถึงระบบของรถยนต์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงระบบรถยนต์อื่นๆ ซึ่งมีช่องโหว่เดียวกัน ซึ่งอาจหมายถึงทุกคันทั่วโลกที่ใช้ระบบนั้นๆ

การที่รถยนต์อัจฉริยะถูกแฮก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย เพราะเอาจริงๆ บริษัทผู้ผลิตซีเรียสกับระบบที่รัดกุมมาก โดย Jamie Court ประธานของ Consumer Watchdog ได้บอกกับผู้สื่อข่าวของเราว่า

ผู้แจ้งข้อมูลให้ทางเรารับทราบ ได้แจ้งหลังจากพบความเสี่ยงในการเชื่อมต่อร่วม 5 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รถยนต์ใหม่ของปี 2020 อาจอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกแฮก และอาจเป็นภัยคุกคามระดับชาติได้

อย่างที่เรารู้กันว่า รถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีระบบที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับความเสี่ยงในการใช้งานระบบรถยนต์ เราตระหนักกันอยู่แล้วล่ะว่า เรื่องการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น มีความเสี่ยงจากการถูกแฮกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว รายงานได้แนะนำให้ผู้ผลิตรถยนต์สร้าง "Kill Switch" ซึ่งมีต้นทุนแค่ 50 เซ็นต์เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมระบบระหว่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับฟังก์ชั่นสำคัญของรถยนต์ได้ เช่น การควบคุมพวงมาลัย และเบรค และสามารถ Kill หรือตัดระบบการทำงานได้

เรื่องยานยนต์นั้น ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็ตระหนักดีเรื่องการเชื่อมต่อ แต่การถูกแฮกแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ นั้นต้องการ White Hat หรือแฮกเกอร์หมวกขาว ซึ่งจำลองความน่าเชื่อถือของระบบ โดยมีการทดสอบกับ Jeep และ Tesla นอกจากนี้เรายังพบว่า รถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบเช่นกัน

ในการนำเสนอต่อศาลนั้น ในรายงานประจำปีล่าสุดของฟอร์ด ระบุไว้ว่า “ซัพพลายเออร์และตัวแทนจำหน่ายของเราเป็นเป้าหมายของการโจมตีประเภทนี้ในอดีต และการโจมตีดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ฟอร์ดไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของการโจมตี แต่แสดงให้เห็นว่ายานพาหนะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของแฮกเกอร์อยู่แล้ว รถยนต์ใหม่ทั้งหมดจากจีเอ็มในสหรัฐอเมริกามีการเชื่อมต่อมือถือเช่นเดียวกับรถยนต์โตโยต้าและฟอร์ดตั้งแต่ปี 2563 ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงอยู่แล้ว

เรื่องความปลอดภัยนี้จะต้องตรวจสอบเข้มงวดกับช่องโหว่ทุกจุด เพราะเรื่องรถยนต์ หากมีปัญหาในระบบแล้ว ย่อมส่งผลต่อการขับขี่ ซึ่งอันตรายมาก โดยเฉพาะการใช้รถใช้ถนนกับเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ

iottechnews

Share this Article: