Galaxy Note 10 Plus รุ่น 5G อาจทำความเร็ว 5G ได้ไม่แรงตามที่คาด บนเครือข่าย 5G ของ AT&T และ T-Mobile เพราะเรื่องคลื่นความถี่ที่ต่างกัน

แม้ว่า Note 10+ 5G จะรองรับการใช้งาน 5G แต่ด้วยความที่ แต่ละโอเปอเรเตอร์ รองรับคลื่น 5G บนความถี่ที่แตกต่างกัน ก็เลยทำให้ แต่ละโอเปอเรเตอร์ ต้องนำรุ่นของ Note 10+ 5G ที่ใช้ชิปแตกต่างกัน มาให้บริการ ซึ่งอาจทำความเร็วได้ไม่ถึงขีดสุดตามที่ผู้ใช้และโอเปอเรเตอร์คาดหวัง

แม้ว่าตอนนี้ หลายโอเปอเรเตอร์ในต่างประเทศ จะเริ่มเปิดให้บริการ 5G แล้ว แต่อย่าลืมว่า พอมือถือออกรุ่นใหม่ สิ่งที่น่าจับตา ในรุ่น 5G ก็คือ รองรับคลื่นความถี่ใด แล้วโอเปอเรเตอร์ใดที่ใช้งานได้บ้าง โดยมือถือรุ่นใหม่ของ Samsung ที่รองรับ 5G อย่าง Galaxy Note 10 Plus ซึ่งใช้งาน 5G ได้กับหลายโอเปอเรเตอร์ และบางโอเปอเรเตอร์ก็อาจจะเคืองเพราะคลื่นความถี่ต่างกัน แต่ละค่าย ต้องนำรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ตโมเด็มรองรับความถี่ของตนมาให้บริการ ซึ่งมีผลกับเรื่องความเร็วของ 5G ด้วย

โดยเฉพาะในอเมริกา ซึ่งมี 4 โอเปอเรเตอร์ โดย Verizon จะเอามาขายในราคา $1,300 สำหรับรุ่น 5G ก่อนเพื่อน ส่วน AT&T, T-Mobile และ Sprint จะนำมาทำโปรโมชั่นภายหลัง ก็น่าจะปลายปีนี้


ทั้งนี้ ความวุ่นวายของ 5G ก็เหมือนกับ 4G และ 3G ที่มีเรื่องคลื่นความถี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้านึกภาพ เมื่อก่อน เครื่อง 3G บ้านเรา จะมีเครื่อง 2 แบบ รองรับ AIS 900MHz ส่วน dtac, TrueMove เป็น 850MHz นั่นเอง ซึ่งผู้ผลิต ผลิตมือถืออกมาหลายโมเดล พอเปิดตัวมือถือ 5G รุ่นใหม่ใน US หลายคนก็คาดหวังกันว่า ต้องแรงแน่ๆ เลย แต่เรื่องคลื่น 5G นี่สิ มันก็มีส่วนกับความแรงของ 5G อยู่เหมือนกัน

ชิปโมเด็มบนมือถือ Galaxy Note Plus 5G นั้นรองรับความถี่ต่างกัน โดยแต่ละโอเปอเรเตอร์ใน US จะเลือกนำเข้ารุ่นที่ใช้ชิปเซ็ตโมเด็มที่รองรับคลื่นของตน เพราะเรื่องคลื่นเป็นหลักเลย โดย Verizon นำรุ่นที่ใช้ชิป Qualcomm X50 มา เพราะรองรับการใช้งานบนคลื่น millimeter-wave 5G ซึ่งทาง Verizon กำลังพัฒนาสัญญาณให้ครอบคลุม 9 เมืองใน US (มีแผนจะขยายครอบคลุม 30 เมือง ก่อนสิ้นปีนี้) ส่วน AT&T และ T-Mobile นั้นไม่รองรับการใช้งานบนคลื่น millimeter-wave

ดังนั้น ทั้ง 2 ค่ายจึงนำเอารุ่นที่ใช้ชิป Qualcomm X55 และรองรับ 5G sub-6 ในขณะที่ชิปนี้รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ของทั้งคู่ ที่กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ แต่ไม่สามารถใช้งานบนคลื่น millimeter-wave ใน US ได้

คลื่น Millimeter-wave 5G นั้นแรง เร็ว แต่มีข้อจำกัดคือจำกัดพื้นที่ให้บริการ และมีผลกับการใช้งานในอาคาร และคลื่นความถี่สูงก็ทำให้ตัวเครื่องร้อนง่ายขึ้น

ส่วนคลื่นความถี่ต่ำ Low-band 5G ก็มีข้อจำกัดเรื่องความเร็ว แต่ก็แลกกับขนาดพื้นที่ครอบคลุมที่กว้างไกลกว่า millimeter-wave และใช้งานในอาคารได้ดีกว่า อีกทางเลือกคือ คลื่นความถี่กลาง หรือ midband spectrum ให้สปีดที่เร็วกว่า low-band และมีระยะรัศมีที่ไกลกว่า

สำหรับคลื่น 5G ของ AT&T นั้นรองรับเฉพาะคลื่น low-band โดยโฆษกของ T-Mobile นั้นบอกกับ CNET ว่า Note 10 Plus 5G ทำงานบนคลื่น 600MHz บนคลื่น low-band ซึ่งรองรับคลื่น midband บนความถี่ 2.5GHz

ในขณะที่ Sprint ใช้คลื่น 2.5GHz บนเครือข่าย 5G ส่วน T-Mobile กำลังเจรจารวมกับ Sprint ซึ่งทำให้ได้คลื่นไปด้วย

Sprint ปฏิเสธการระบุชิปโมเด็มของ Note รุ่น 5G

ปัจจุบันทางบริษัทขาย Galaxy S10 5G รุ่นที่ใช้ชิปโมเด็ม Qualcomm X50 ซึ่งรองรับคลื่น 5G ความถี่ 2.5GHz ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับคลื่น millimeter-wave ของ T-Mobile ได้ ซึ่งหาก Note ใช้ชิป X50 ตาม Verizon อาจเป็นไปได้ว่า มี Note 10 Plus 5G สองรุ่นบนเครือข่าย T-Mobile

รุ่นสำหรับ Sprint อาจจะรองรับคลื่น 2.5GHz เป็นความถี่ midband และ T-Mobile เป็นรุ่นรองรับ millimeter-wave และรุ่นบนเครือข่าย T-Mobile รองรับคลื่นความถี่ 600MHz ระยะไกล ครอบคลุมกว้างกว่าคลื่น 2.5GHz ของ Sprint

อ่านแล้วงงไหมครับ? นี่แหล่ะครับ ความวุ่นวายของคลื่นความถี่ ในช่วงแรกเริ่มของการให้บริการ 5G ซึ่งเครือข่ายเองก็ปวดหัว ถ้าตามความเห็นผู้แปลคือ รอให้ 5G นิ่งกว่านี้ก่อน และมีมือถือรองรับเยอะกว่านี้ก่อน น่าจะชัดเจนขึ้น

cnet 

Share this Article: