ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรุก 5G นำมาช่วยดูแลสุขภาพผ่านธุรกิจ HealthCare

มีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยสำหรับการแพทย์ โดยเฉพาะ TeleHealth ที่นำเอาเทคโนโลยีไร้สายเข้ามาช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ เช่น Citizen Band และ 5G ในการสนับสนุนการแพทย์ระยะไกล ซึ่งมีการรีโมทเข้าไปตรวจรักษาวินิจฉัยโรค

 

มีตัวเลือกในการเชื่อมต่อ กับการใช้ IoT เข้ามาช่วยในทางการแพทย์ มีการนำระบบ Telehealth เข้ามาช่วยในการดูแลผู้ป่วยให้กับศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย Mississippi Medical Center เพื่อช่วยรักษา และศึกษาการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน

Greg Hall ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยี UMMC center ผู้ทดสอบใช้ telehealth กล่าวว่า มีการรีโมทการตรวจรักษาผู้ป่วยเบาหวาน โดยรับข้อมูลจากแท็บเล็ตของพวกเขา ซึ่งสามารถติดตามระดับน้ำตาลในเลือดได้ แจ้งเตือนอาการที่น่าเป็นกังวลถึงมือแพทย์โดยตรง หรือแม้แต่ video conference ถึงคุณหมอโดยตรง โดยแท็บเล็ต เชื่อมต่อผ่าน Verizon, AT&T หรือ CSpire ขึ้นอยู่กับว่า พื้นที่ใดใช้งานเครือข่ายใดได้ดีที่สุด โดยส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ UMMC

จากคำพูดของ Hall มีข้อดีหลายประการในการใช้ 5G เชื่อมต่อแทน Wi-Fi หรือเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ป่วยซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้สื่อสารกับผู้ดูแลผู้ป่วยได้

เราไม่ได้คาดหวังว่าผู้ใช้บริการทุกคนจะมี Wi-Fi และพวกเขาสามารถนำแท็บเล็ตไปใช้เดินทางท่องเที่ยวได้ด้วย

ระบบให้บริการผู้ป่วยประมาณ 250 คนใน Mississippi เพิ่มขึ้นจาก 175 คน ในโครงการนำร่อง ปี 2015 และไม่จำกัดเพียงแค่การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่ขยายไปถึงผู้ป่วยโรคปอด และหอบหืด รวมไปถึงการดูแลขณะตั้งครรภ์

นอกจากนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การติดตามการรักษา แต่ศึกษา วิจัยการรักษา และคนไข้ต้องยอมรับสภาพอาการป่วยของตนเองได้

อุปสรรคอย่างหนึ่งของสัญญาณมือถือคือสิ่งกีดขวาง และการถูกรบกวนคลื่น 2.5GHz แต่ Hall ก็บอกว่าสามารถแก้ไขได้โดยมองหาตัวขยายสัญญาณ ทวนสัญญาณ มาใช้

การติดต่อระหว่างคนไข้และคุณหมอ สามารถสื่อสารผ่าน TelePresence โดยเชื่อมต่อกับ TCT, Spectrum และ AT&T รวมถึงอุปกรณ์ที่สามารถรับข้อมูลผู้ป่วย ทั้งเสียง ภาพ และการวินิจฉัยอาการระยะไกล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดูแลคนไข้ผ่านการสื่อสารทางไกลได้

ในขณะที่ Gee พยายามที่จะพบปะคนไข้แบบตัวต่อตัว แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทุกคน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยายามเรียนรู้เพื่อให้รู้จักคนไข้ให้มากที่สุด

5G กำลังจะมา

ในทางการแพทย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความครอบคลุมของสัญญาณ ความกว้างของสัญญาณ และปราศจากสัญญาณรบกวน 

เรามีลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์ในรถพยาบาลสำหรับการรักษา มีการดูแลผู้ป่วยแบบ LiveStreaming ทำให้สื่อสารกับคนไข้ได้ตลอดเวลา พวกเขากำลังใช้ 4G แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่อง latency ทำให้จะต้องพึ่ง 5G ซึ่งเหมาะกับการรับชมวีดีโอแบบสตรีมมิ่งแบบเรียลไทม์ และ VR เพื่อการแพทย์ระยะไกล โดยเรามองไปถึงการผ่าตัดระยะไกล ซึ่งเราต้องพึ่ง 5G เพราะ 4G มีค่า latency ที่ตอบสนองได้ไม่ไวพอ (ไม่ดีเลย์)

Citizens band

Ron Malenfant หัวหน้าสถาปนิกระบบเครือข่าย IoT ที่ Cisco เห็นด้วยกับอนาคตของ 5G ในทางการแพทย์ (medical IoT) แต่มองว่าในการรักษา ใช้งานจริง ต้องระมัดระวังโดยพิจารณาอย่างรอบคอบ

“จากการทดสอบ เราเห็นด้วยว่าใช้งานได้จริง” บริษัทนวัตกรรมเริ่มบอกว่า "OK" 5G สำคัญกับเรามาก และเหมาะกับการเป็น use case โดย Malenfant เสริมว่า อีกหนึ่งช่องทางในการให้บริการคือใช้คลื่น CBRS band เป็นคลื่นวิทยุบนความถี่ 3.5GHz เรียกได้ว่าเป็น “lightly licensed” 

ใช้เป็นคลื่น CB radio และใช้ในทางทหารของสหรัฐ และใช้ private networks (เครือข่ายส่วนตัว) เพื่อให้โรงพยาบาลใช้ แทนการพัฒนาเซลล์สัญญาณ 4G ที่เล็กและมีราคาแพง แนวคิดนี้ ใช้คลื่นจำกัดสำหรับในพื้นที่จำกัด โดยตรงบนเครือข่าย private LTE/CBRS และบน 5G 

เรายังไม่ทราบปัญหาของ 5G ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าจะเหมือนกับปัญหาบน LTE ใน U.S. หรือไม่ อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกสักหนึ่งปีในการทดสอบทางการแพทย์

เราจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีอุปสรรคต่อเทคโนโลยีไร้สายหรือไม่

networkworld 

Share this Article: