"แลกหมัด 3 ค่าย" โชว์เหนือทดสอบ 5G หลัง กสทช. ปล่อยคลื่น 26,28 GHz และ 2.3GHz

การทดสอบ 5G ของทั้ง 3 ค่ายได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากกสทช. อนุญาตให้ทั้ง 3 ค่ายอนุญาตให้ทดสอบ 5G อย่างเป็นทางการ โดย AIS ได้รับคลื่น 26 GHz ซึ่งดำเนินการทดสอบที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ทาง TRUE ก็ไม่น้อยหน้า ได้รับคลื่น 28 GHz ทดสอบที่ iconsiam ซึ่งทั้ง 2 ค่ายได้รับคลื่นความถี่ต่ำมาทดสอบ ส่วน dtac นำคลื่น 2.3 GHz ที่มีอยู่ในมือนำมาทดสอบ 5G โดยร่วมมือกับ ดีป้า ทางทีมงาน adslthailand จึงได้รวบรวมรายละเอียด ต่อไปนี้

 
ล่าสุดปาดหน้าเค้กไปก่อน AIS ได้ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ระดับโลก โนเกีย หัวเหว่ย และ แซดทีอี ทดสอบเทคโนโลยี 5G เป็นรายแรก หลังจากที่ได้ ลาสุดได้ประมูลคลื่นความถี่รวมกันมากกว่า 120 MHz ทาง AIS จึงต้องนำทรัพยากรคลื่นความถี่มาสร้างมูลค่าและประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมและประเทศไทยอย่างดีที่สุด
 
ซึ่งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 คณะกรรมการ กสทช. ได้อนุมัติให้เอไอเอสและโนเกียสามารถเปิดการสาธิต 5G บนคลื่น ความถี่ย่าน 26.5-27.5 GHz ได้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2561 ซึ่งพร้อมเปิด ให้คนไทย และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้สัมผัสประสบการณ์และใช้เทคโนโลยี 5G ครั้งแรกในเมืองไทย ในงาน “5G the First LIVE in Thailand by AIS” ณ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม (ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย) เพื่อให้เห็นประโยชน์ของ 5G ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
 
ภายในงานได้ร่วมมือกับ NOKIA ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ที่นำการสาธิต 5G ผ่าน 5 รูปแบบนวัตกรรมสุดล้ำ ครั้งแรกของเมืองไทย ประกอบด้วย

1. 5G Super Speed
 
การแสดงศักยภาพที่สำคัญของเครือข่าย 5G เช่น ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) และความหน่วง (Latency)
 
2. 5G Ultra Low Latency – Cooperative Cloud Robot
 
การสาธิตประสิทธิภาพการตอบสนองที่รวดเร็วของเครือข่าย 5G โดยการใช้หุ่นยนต์สามตัวในการหาจุดสมดุล ที่ทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลางกระดาน การสาธิตแสดงเวลาที่หุ่นยนต์ใช้ในการหาจุดสมดุลผ่านการสื่อสารระหว่างกันโดยใช้เครือข่าย 4G เปรียบเทียบกับเครือข่าย 5G

3. 5G for Industry 4.0
 
หุ่นยนต์จะมีบทบาทอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 การทำงานร่วมกันของเครื่องจักรจากหลายสายการผลิตต้องการการเชื่อมต่อไร้สายที่มีความหน่วงต่ำและความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งจะทำให้สายการผลิตทำงานได้เร็วขึ้น ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสาธิตหุ่นยนต์ YuMi® Dual-Arm Collaborative Robot จาก ABB ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G
 
4. 5G Virtual Reality – immersive video
 
การสาธิต การดูวีดีโอที่แสดงสภาวะเสมือนจริง (immersive video) ผ่านเครือข่าย 5G ผู้ที่ใส่แว่นตา VR จะสามารถมองเห็นได้รอบด้าน 360 องศา การดูวีดีโอ VR ที่มีความคมชัด ต้องการ bandwidth ที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการถ่ายทอดสด หรือ live streaming
 
5. 5G FIFA Virtual Reality
 
ทดลองความเร็วของเครือข่าย 5G ด้วยตัวคุณเอง โดยการเตะลูกบอล Virtual Reality ที่จุดโทษผ่านเครือข่าย 5G

 
วีรวัฒน์ ผู้บริหาร AIS กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราเชื่อว่า 5G จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพจากคุณสมบัติ 3 ส่วน
 
- ยกระดับความเร็วการใช้ดาต้า (Enhanced Mobile Broadband-EMBB) เน้น “ความเร็ว(Speed)”

- ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ (Massive machine type communications-mMTC) เน้น สนับสนุน IoT ที่จะถูกนำมาใช้อย่างมหาศาล
 
- เพิ่มคุณภาพเครือข่ายให้สามารถตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด (Ultra-reliable and low latency communications) เน้น ประสิทธิภาพความเร็วในการตอบสนอง หรือ Low Latency ที่จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางการแพทย์ หรือ อุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง Self Driving Car อย่างมีประสิทธิภาพ
 
สำหรับงาน “5G the First LIVE in Thailand by AIS” จะจัดแสดงตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม 2561 ณ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม (ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)
 
 

TRUEMove H ได้ประกาศข่าวดีสำหรับผู้ใช้บริการ เนื่องจากวันนี้ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด สามารถใช้คลื่นความถี่ย่าน 28 GHz เพื่อสาธิต (Demonstration) เครื่องวิทยุคมนาคม สำหรับแสดงเทคโนโลยี 5G เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ ทรูมูฟ เอช สามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว และการเตรียมเปิดสาธิตให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การนำ 5G มาใช้ในชีวิตยุคดิจิตอลได้ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม
 
ได้มีความร่วมมือกับ อีริคสัน พัฒนาและทดสอบระบบส่งสัญญาณ 5G ต้นแบบ โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMOในระบบ TDD บนย่านความถี่สูงสำหรับ 5G พร้อมรองรับโลกการสื่อสารแห่งอนาคต ตลอดจน การพัฒนาเครือข่าย 4.5G มาตรฐานโลกต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมผู้จำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโลก (GSA) เป็นผู้ให้บริการที่มีสถานีฐาน 4x4 MIMO มากที่สุดในโลกมากถึง 7,000 สถานี
 
 
หลังจากวันนี้ ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ทรูมูฟ เอชจะดำเนินการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้ รวมถึงการจัดเตรียมรูปแบบการใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของชีวิตยุคดิจิตอล ที่เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยจะเปิดให้ทดสอบได้ที่ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม เร็วๆนี้ นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังเผยแพร่หนังโฆษณา 5G ล่าสุด ที่จะ ทำให้เห็นภาพของเทคโนโลยี 5G ที่จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศและชีวิตคนไทย ทั้ง 5G กับการแพทย์ การขนส่ง การเกษตร การเฝ้าระวัติดตาม และการรักษาความปลอดภัย https://youtu.be/9hEksgqhWwQ”
 
 
DTAC รายสุดท้ายแต่ความเร็วไม่รั้งท้ายแล้ว แผนงานเดินหน้าพัฒนาระบบแจ้งค่าพิกัดแบบ GNSS RTK รากฐานสำคัญต่อบริการ 5G บนย่าน 2300 ในอนาคต ชี้ระบบแจ้งตำแหน่งต้องถูกต้องแม่นยำตอบโจทย์โซลูชั่นยุค 5G ที่มีค่าความหน่วงของสัญญาณที่ต่ำ (Ultra-low latencies) และการตอบสนองที่เร็ว โครงข่าย 5G จะทำให้นักพัฒนาออกแบบสู่บริการใหม่ เช่น โซลูชั่นเฮลท์แคร์ ระบบขนส่ง ยานยนต์ไร้คนขับ โดรนขนส่งสินค้า และโดรนเพื่อการเกษตร เป็นต้น

จากเดือนกันยายนที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และดีแทคได้ลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบแจ้งพิกัด แบบ GNSS RTK (Real-time kinematic for improving accuracy on positioning of Global Navigation Satellite System) ซึ่งเป็นระบบที่นำไปประยุกต์ใช้งานดิจิทัล ในการระบุพิกัดสถานที่ต่างๆ และตำแหน่ง ที่มีความแม่นยำสูงมาก ลดข้อผิดพลาดด้วยสัญญาณเชื่อมต่อจากโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม ให้แม่นยำได้ถึงระดับเซนติเมตร โดยโครงการได้คืบหน้าและเริ่มทดสอบเฟสแรกเพื่อปรับค่าสัญญาณตามแผนความร่วมมือแล้ว

ในส่วนของเทคโนโลยี 5G-Ready ดีแทคเป็นรายแรกที่การนำเทคโนโลยีโครงข่ายระบบชุมสายเสมือน (Visualized Core Network: VCN) มาดำเนินงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด และรองรับการใช้งาน 5G เพียงอัปเกรดเทคโนโลยีสู่ 5G สามารถพร้อมให้บริการได้ทันที

ที่ผ่านมาบริการที่ใช้งานค้นหาตำแหน่งสถานที่เชื่อมโยงพิกัดจากแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ต่างๆ จะมีค่าผิดพลาดในการระบุตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์แบบละติจูดและลองจิจูด (Latitude/Longitude) ด้วยข้อจำกัดเทคโนโลยีแบบเดิมมีค่าความคลาดเคลื่อนได้มากถึง 5-10 เมตร จึงทำให้เกิดผลเสียในการใช้แผนที่นำทาง หรือระบุจุดหมายสถานที่ได้ โครงการที่ดีแทคพัฒนาร่วมกับดีป้า จะทำให้การแจ้งพิกัดทำได้แม่นยำโดยมีค่าผิดพลาดเพียงระดับเซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการต่อยอดจากเทคโนโลยี 5G ที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อหลายอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการระบุตำแหน่ง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ อุตสาหกรรมการแพทย์ ที่มีการใช้การบังคับเครื่องมือแพทย์จากแพทย์ผู้ชำนาญการที่อยู่ระยะไกลๆ การบริหารคลังสินค้าซึ่งสามารถระบุชั้นและตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า 5G มีมา(นานแล้ว) แต่มือถือหรือเครื่องลูกข่ายที่รองรับในไทยแต่ละรุ่น ต้องติดตามกันต่อไปและควรมีอย่างแพร่หลายมากกว่านี้
Share this Article: