สรุปความเป็นไปของเทคโนโลยีจากงานเสวนา “ทิศทางบริการ LTE- WiFi Aggregation กับอนาคต Broadband ไทย”

ในงานมหกรรมด้านดิจิทัลเทคโนโลยีระดับนานาชาติ Digital Thailand Big Bang 2018 ที่บูธ TOT ณ IMPACT Challenger, Muang Thong Thani มีงานเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางบริการ LTE- WiFi Aggregation กับ อนาคต Broadband ไทย” จัดโดย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT)

ผู้เข้าร่วมการเสวนา 

รังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย - TOT

ดร.ปรเมษฐ์ ธาดาศักดิ์ Engineering Expert, Technology Strategy - True

วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ - AIS

ฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล กรรมการผู้จัดการ บจ.เอ็น.วี.เค.อินเตอร์

ผู้ดำเนินรายการ สืบศักดิ์ สืบภักดี ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, TCT - Moderator

สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) จัดงานเสวนา “ทิศทางบริการ LTE- WiFi Aggregation กับอนาคต Broadband ไทย” ภายในงานได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่อง Mobile  และ Wi-Fi ที่จะมีการนำมาผสมผสานกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ดีขึ้น

ซึ่งจากเดิมในประเทศของเรามีเพียง Hotspot Wi-Fi ใช้ที่บ้าน ปัญหาจุกจิกกวนใจ อาทิ เชื่อมต่อแล้วอาจต้อง Log in หลายรอบ เพื่อจับสัญญาณ Wi-Fi แต่ยุคนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แบบเดิมๆ 

คุณรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย - TOT ในมุมมองของผู้ให้บริการ Wi-Fi มองว่า ตอนนี้ Wi-Fi เข้ามามีบทบาทมาก มีการขยายการให้บริการ และโอเปอเรเตอร์ก็มีการนำ Wi-Fi มาช่วย Offload ในการใช้เน็ตมือถือให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งเทรนด์ทั่วโลกของ Wi-Fi เองก็เติบโต ขยายตัวพอๆ กับ Mobile ปัจจุบันกำลังจะกลายเป็น Broadband ไร้สาย โดยก่อนหน้านี้เรามี 3G ยังไม่มี WiMax เมื่อมี 4G ที่เร็วกว่า WiMax เทคโนโลยีนี้ก็ค่อยๆ หายไป เพราะเทคโนโลยีถูกพัฒนามาเรื่อยๆ ผู้ผลิต WiMax เจ้าเดิมๆ ลงมาเล่นตลาด 4G กับ WiFi Aggregator เพื่อตอบโจทย์ชีวิตปัจจุบันด้วย Fixed Wireless Broadband ถ้าใช้ดาต้ามาก ใช้ไวไฟมาก พฤติกรรมของผู้ใช้ไม่ทันใจในการเล่น 4G ก็จึงเอา Wi-Fi มาเสริม โดยเฉพาะโหลดข้อมูลที่ต้องการความเร็ว เน็ตแรงๆ Wi-Fi ก็เข้ามามีส่วนสำคัญ

แม้ FTTx จะมีความเร็วสูง แต่ปัญหาคืออุปกรณ์ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือเรียกว่าติดอยู่กับที่ ดังนั้น 5G ควรจะมา แต่ระหว่างรอ 5G นั้น จะทำยังไงให้ใช้งานได้ดีขึ้น ในขณะที่ 4G สัญญาณยังเป็นแบบเคลื่อนที่ ไม่เสถียรพอ โอเปอเรเตอร์มี Wi-Fi ให้บริการอยู่แล้ว สามารถนำ Wi-Fi ที่มี มาประยุกต์ใช้

TOT มีบริการ TOT เน็ตประชารัฐ เน็ตหมู่บ้าน 24,700 หมู่บ้าน สามารถนำมา Aggregate กับ 4G ได้ ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เครื่องมือถือที่รองรับด้วย หมายถึง ในอีกทางหนึ่ง 4.5G ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้

มือถือรุ่นใหม่ ฟีเจอร์ก็มากมาย หากมือถือรองรับและรับสัญญาณ Wi-Fi กับ 4G มาผสานกันได้ ก็จะทำให้ใช้มือถือได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในส่วนของ AIS นั้น อย่างที่ทราบกันดี คือ บริการ Next G ที่นำคลื่นความถี่ 4G รวมกับ Wi-Fi ในยุคที่เราต้องการสปีดที่สูงขึ้น จึงผสาน AIS 4G + AIS Super Wi-Fi พฤติกรรมการใช้งานมือถือเปลี่ยนไป จากเดิมที่โอเปอเรเตอร์ให้บริการเน็ตมือถือ แต่การใช้งานของผู้ใช้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AIS มีวิสัยทัศน์ดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2015 - 2016 ในการให้บริการ LTE- WiFi Aggregation โดยมีหลายเทคโนโลยี ก่อนหน้าที่จะมี LTE-A ตามมาด้วย LWA (เกิดขึ้นพร้อมๆกับ LAA) ซึ่งใช้ความถี่ 5 GHz นำเอา AP Wi-Fi มาใช้กับ LTE ส่วน LAA เป็นการนำเอา License Band มารวมกับ Unlicense Band 

NEXT G ยังถือว่าเป็น MPTCP ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ ยกตัวอย่าง มือถือ Samsung มีฟีเจอร์ คือ Wi-Fi Booster ใช้งานด้วยการเปิด Wi-Fi แล้วนำเอาคลื่น LTE ดึงมาทำงานร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องใช้ server กลางเข้ามาช่วยจับสัญญาณ มองว่ายังไม่สะดวกใช้งานเท่าที่ควร

AIS ยังได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยี 4.5G ในปี 2016 ความเร็วในการทดสอบ(สปีดเทส) บนมือถือล่าสุดวัดได้ถึง 500 Mbps ซึ่งยุคนั้นเรียกว่าเป็นความเร็วที่สร้างความฮือฮามากพอสมควร ต่อมาปี 2017 AIS ให้บริการ Next G แล้ว คือระดับ Gigabit (1 Gbps) เจ้าแรกใน South East Asia มือถือรุ่นที่รองรับ อาทิ Samsung Galaxy S7, S7+, S8, S8+ 

เกาหลี ก็เป็นประเทศที่นำเรื่องเทคโนโลยี  LAA มาทดสอบ ทั้งนี้ AIS เปิดตัวก่อนหน้าเกาหลีเพียง 2 อาทิตย์ ก็พบว่าเกาหลีมีความพยายามในการเพิ่มความเร็วขึ้น แม้ในประเทศเกาหลีจะมี Wi-Fi ใช้งานทั่วไปก็ตาม

AIS เป็นโอเปอเรเตอร์อันดับ 5 ของโลก และมีคำถามที่ถูกถามมามากว่า เทคโนโลยีลำดับถัดไปของ Wi-Fi คืออะไร ก่อนหน้าไม่นานจึงพูดถึงเทคโนโลยี Wi-Fi 802.11ax ที่เกาหลี ด้วยความเร็ว 4.8Gbps

ความแตกต่างของ NEXT G กับ LAA

อย่างที่ AIS ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า AIS Next G ใช้ Multipath TCP นำเอา LTE + Wi-Fi 5GHz เทคนิค คือ บวก (ความเร็ว) ที่ตัวเครื่องมือถือ โดยเขียนโปรแกรมให้มือถือ ทำงาน 2 ช่อง จากปกติ มือถืออยู่ในโซน Mobile จะใช้ Mobile ถ้าหากเข้าโซน Wi-Fi ก็จะใช้ Wi-Fi เมื่อจับสัญญาณได้ทั้ง Wi-Fi และ  Mobile ทำให้ความเร็วสูงขึ้น เป็นการบวกความเร็วเข้าไปอีกขั้น

AIS ยังทำ LAA ด้วยการดึงสัญญาณ LTE  รวม Wi-Fi ใส่เข้าไปให้เต็ม โดย LAA นั้นจะต้องอาศัย Chipset ที่รองรับ (ของ Qualcomm) รองรับได้เพียง 1 Carrier ไม่ว่าจะประมูลคลื่นได้มากเท่าใด ก็รองรับได้เพียง Carrier เดียว

 

AIS ไม่โฟกัสเพียงแค่เทคโนโลยี  LAA หรือจะใช้ LTE Aggregation แต่โดยรวม ถ้าเครื่องลูกข่ายรองรับ LAA ก็ทำให้ใช้ LAA Aggregate กับ Wi-Fi ส่วนมือถือ มีทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz **Next G ใช้ 2.4GHz + LAA รองรับ MPTCP  

เวอร์ชั่นแรกๆ ของ Next G ใช้กับมือถือเกาหลี (บนระบบปฎิบัติการแอนดรอยส์) ตั้งแต่ปี 2018 ขยายให้สามารถใช้งานกับแอปพลิเคชั่นบน Android 7.0 ขึ้นไป โหลดแอปแล้วใช้งานได้ทันที ส่วนผลการ Speed Test คือใช้กับ Huawei P20 ความเร็วได้มาเกิน 1 Gbps ตลอดจนใช้ทดสอบกับมือถือ Samsung, Sony ได้เช่นกัน

เท่ากับว่า AIS ใช้ทั้งเทคโนโลยี LAA และ Next G ลำดับความสำคัญตามการใช้งานแตกต่างกันไป

เหตุผลในการตั้งชื่อเป็น Next G

โดยการตั้งชื่อเทคโนโลยี Next G นั้นแทนที่จะเป็น 4.9G, 4.95G จึงเรียกเป็น Next G คืออีกขั้นหนึ่งของ Generation ถ้า 5G มาใช้งาน AIS ก็พร้อม เพื่อสร้าง Experience ที่ดีกับลูกค้า

มือถือหลายรุ่นรองรับ 2CA 3CA Non-CA เวลานี้โอเปอเรเตอร์จึงมีความพยายามนำเอา Wi-Fi มารวมกับ LTE อย่างที่กล่าวไว้ โดย 2.4 GHz มีช่องสัญญาณแน่นมาก จึงนำเอา LTE-U  5GHz เป็น Unlicensed มาใช้กับ Wi-Fi เพราะไม่ต้องประมูลราคาสูงอีกด้วย ซึ่งสามารถใช้งานได้ แต่ต้องมีระบบจัดการที่ดี ไม่ให้กระทบกับผู้ใช้บริการ Wi-Fi เดิม ทำให้มีการพูดถึงการอยู่ร่วมกันของ Wi-Fi และ LTE มีการจัดสรร Listen before Talk 

ข้อนึง คือ แม้โอเปอเรเตอร์จะให้ความสนใจ แต่สมาร์ทโฟนเกาหลี และชิปเชต ต้องดูต้นทุน เพราะการรองรับ LAA ราคาสมาร์ทโฟนจะสูงกว่ารุ่นที่ไม่รองรับ มาตรฐานอุตสาหกรรมต้องชัดเจนก่อน ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะกล้าไปต่อ

มองว่า LAA กำลังเป็นที่สนใจ ในประเทศไทย กสทช. ก็ให้การรับรองใบอนุญาตทดลองใช้กับโอเปอเรเตอร์ เพื่อทดสอบก่อนที่จะนำไปสู่การออกกฎ ประกาศ ทรูเจ้าแรกที่ได้ทำการทดสอบ

True ได้ทดสอบ LAA ในเชิงพาณิชย์มาแล้ว (Trial) โดย True ต้องการสร้าง Ecosystems การสื่อสารให้กับประเทศไทย

กสทช.ได้ออกใบอนุญาตในการทดสอบในเชิงพาณิชย์ให้กับ True (Trial) ทดสอบ ณ TrueSphere ที่ EMQuartier โดยได้รับความอนุเคราะห์อุปกรณ์ Network จาก Huawei, Ericsson มือถือ Samsung S9, Sony Xperia XZ2 Premium, ASUS ZenFone 4 Pro, Moto Z2 Force (ชิปเซ็ตทดสอบและขอใช้เฟิร์มแวร์พิเศษเฉพาะในการทดสอบเท่านั้น ซึ่งไม่เปิดให้ใช้บนมือถือเครื่องที่ขายปกติ เนื่องจากเป็นใบอนุญาตทดลอง)

True พูดถึง LTE-Advanced Pro และการ Config LAA Anchor 1+3 คือ LTE 1.8 GHz + LTE 5 GHz ซึ่ง 1+3 ก็คือ 1.8 GHz 4x4 MIMO + 5 GHz 2x2 MIMO x 3 ที่แชร์กัน และมี 256 QAM

การอยู่ร่วมกันของสัญญาณในส่วนของ Wi-Fi

สัญญาณจะมีการสำรวจเสียก่อนว่า Channel Wi-Fi ช่องที่ว่างอยู่ ก็จะไปจับ Channel นั้น Dynamic Channel Selection ตามหลัก Listen-Before-Talk (LBT) คือ จับให้เจอคลื่น Wi-Fi ก่อน (MCOT หรือ Maximum Channel Occupancy Time)

 
จากผล Speed Test ด้านบน ชี้ให้เห็นได้ว่า LAA ทำการหลบคลื่นสัญญาณ Wi-Fi ได้ อย่างไรก็ตาม Throughput ช่วง Wi-Fi ใช้งาน LAA จะต่ำลง

ภาพบนขวา สีฟ้า เป็น Throughput รวมของ LAA ส่วนสีส้ม เป็น Throughput รวมของ Wi-Fi ช่วงเวลาที่มี Wi-Fi ส่งมาช่วงนั้นพอดี Throughput ของ LAA จะต่ำลง

ภาพขวาล่าง เป็นช่วงเวลาที่มี Wi-Fi ส่ง คลื่น 1800 MHz แต่ยังได้คลื่นเต็ม

ในสถานที่ Indoor เช่น ในอาคารที่มีสัญญาณ Wi-Fi อยู่มากมาย LAA ต้องใช้งานร่วมกันได้ แต่ถ้าเป็น Outdoor ข้างนอกที่ไม่มี Wi-Fi ก็ยังใช้งานได้เช่นกัน

ฤทธิไกร ในฐานะของคนทำ Wi-Fi และเป็น partner การทดสอบ LAA กล่าวเสริมถึงฝั่ง Vendor Wi-Fi ที่ได้ยินถึงการนำเสนอข่าวบนเว็บไซต์ ADSLThailand ในเรื่อง LTE-U แบบ Listen-Befor-Talk เช่นเดียวกัน แต่พบว่าเทคนิคการนำมาใช้งานยังไม่ดีนัก Chipset ทำงานได้ไม่เต็มที่ เรื่องที่น่าห่วง คือ คลื่นรบกวนกัน ระหว่างนั้นมีความพยายามมุ่งไปที่ LAA ในมุมคนทำ Wi-Fi ที่ก็มองสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ตลอดมา

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ซึ่ง ฤทธิไกร ได้เข้าร่วมทดสอบในฐานะ Wi-Fi Vendor เคยรู้สึกด้วยซ้ำว่า LAA ไม่ควรเป็นคลื่นความถี่ที่มาเกี่ยวข้องกับ Wi-Fi เลย คือ อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พบว่าทำงานในการเลือก Channel ได้ดีขึ้น  แม้อาจจะไม่ 100% นัก 

เมื่ออุตสาหกรรมกำลังมา คนทำ Wi-Fi หนีไม่พ้น LAA แน่นอน โทรศัพท์มือถือเครื่องรองรับ LAA ก็มีมาแน่นอน เพียงแต่ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จากการเปิดตัวมือถือที่เกาหลี และ Apple ทำให้เห็นว่า LAA เริ่มเป็นเทร็นแล้ว อย่างไรก็ตาม Apple จะใช้เทคโนโลยีนี้ก็ต่อเมื่อค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นที่ต้องการและได้รับการยอมรับมากเสียก่อน

ในสหรัฐอเมริกาเองได้โปรโมทเรื่องของ LAA พอสมควร มีความต้องการใช้งานแล้วค่อนข้างมาก ตนจึงอยากฝาก กสทช. มองช่องสัญญาณ 6 GHz Wi-Fi เผื่อไว้ อีกทั้ง ไม่แน่ใจว่ามี LAA แล้วจะเปิดใน Band ใดหรือ Spectrum ใดเป็นที่แน่นอน กลุ่มของคนทำ Wi-Fi เองจะได้ config channel และช่วงความถี่ที่เหมาะกับการใช้งานกับ LAA เฉพาะอย่างยิ่งภายในห้างสรรพสินค้า ควร config ไม่ให้สัญญาณรบกวนกัน 

 

ด้าน TOT มองว่า ในมุมผู้ใช้งานอาจไม่จำเป็นต้องกังวล แต่ในแง่เทคโนโลยี โอเปอเรเตอร์ + ผู้ผลิต คือ ประเด็นสำคัญ โดย Ecosystems คือตัว Handset กับ Chipset  เป็นต้น Handset ทำให้ WiMAX ไม่เกิดและปิดตัวไป TOT อยากเห็น กสทช. ช่วยผลักดัน LAA ไปพร้อมกับ 5G เช่นกัน ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ว่า Protocal ใหม่ของคนไทยเกิดขึ้นมา

ถัดมา ฤทธิไกร ย้ำอีกด้วยว่า การ Config อุปกรณ์นั้น สามารถกำหนดได้โดยโอเปอเรเตอร์ ว่าจะให้ทำงานในแบบใด และ กสทช. ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด ให้มีการตั้งค่าเป็นไปตามข้อกำหนด และมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ในการควบคุม Wi-Fi กับ LAA ให้ทำงานร่วมกันได้

เมื่อใดที่ LAA มา การวางระบบ Wi-Fi ในห้างฯ เอง ยังอาจจะมีข้อกำหนดขึ้นมาด้วย เนื่องจาก Wi-Fi ในห้างฯ ต้องให้บริการกับลูกค้าและใช้กับระบบไอทีสำหรับ POS และ IoT และยังมี Public WiFi จากผู้ให้บริการอีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการทำ Channel Planning เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมา

อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใดบ้าง จากเทคโนโลยีใหม่นี้

True มองไปถึงเรื่องการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี AIS มองไปยังเรื่องมือถือที่รองรับ ความถี่ เทคโนโลยี อุปกรณ์ที่รองรับความถี่ ว่าไม่สามารถกำหนดเทคโนโลยีได้ ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป เรื่องเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องที่ Regulator จะเข้ามา regulate ได้รายเดียว มาตรฐาน LAA ตรวจสอบไม่ได้เพราะมี 2 เทคโนโลยีแยกออกจากกัน พื้นที่ใช้งาน มีความสำคัญ ส่วนเรื่องความถี่จะเข้ามาจำกัดเรื่องเทคโนโลยีไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น Regulator ควรส่งเสริมมากกว่าการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว

TOT ทิ้งท้ายว่า เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีของบริการ ส่วน Wi-Fi ยังคงอยู่มีความต้องการและลูกค้าอย่างแน่นอน Wi-Fi เป็นสิทธิของผู้ใช้ Home User ย่าน Unlicensed ทั่วโลกซึ่งคุ้มครองผู้ใย่้งานย่านความถี่นี้ บทบาทของ กสทช. จึงต้องรับฟังเทคโนโลยีว่าจะเป็นอย่างไรก่อน โอเปอเรเตอร์ปรับตัวเร็ว ไม่น่าห่วง 

สำหรับคลื่น 2300 MHz ทาง TOT มีการทำ PoC (Prove of Concept) ในการเกิด TDD ในประเทศไทย ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวล แต่ Wi-Fi แตกต่าง จะต้องไม่ถูกกำกับดูแล TOT ยินดีเป็นสนามกลางให้ค่ายมือถือต่างๆ  แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า Wi-Fi ที่ใช้จะไม่ต้องเป็นของโอเปอเรเตอร์รายนั้นเพียงเท่านั้น เช่น โครงการเน็ตประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม จับตาดูอีกความเปลี่ยนแปลงเมื่อ AIS ในวันที่ 28 กันยายน ที่จะถึงนี้ เตรียมเปิดให้บริการใหม่ล่าสุดบนคลื่น 1800 MHz ที่เพิ่งประมูลจบสิ้นไป..รอติดตาม

Share this Article:

ADVERTISMENT