ไทยยังกังวล หากนำ blockchain ใช้ซื้อขายระบบพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยการรับเงินผ่าน Crypto

หน่วยงานด้านพลังงานของประเทศไทยยังปฏิเสธแพลตฟอร์มการซื้อขายระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้าน ส่งผลให้การซื้อ-ขายพลังงานผ่าน Blockchain ต้องเลื่อนไปอีกด้วย


ล่าสุด BTC manager รายงาน นับตั้งแต่ปี 2008 เหตุการณ์ภายในประเทศไทย ได้มีข้อตกลงที่จะแลกพลังงานไฟฟ้าระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ (หน่วยงานพลังงานของประเทศไทย) จนในปัจจุบันมีเทคโนโลยีตัวกลางที่สามารถจัดการค่าใช้จ่ายและการเก็บข้อมูลการซื้อ-ขายไฟฟ้าระหว่างกันผ่านเทคโนโลยี Blockchain ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561
 
นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์จะสามารถนำมาแลกเปลี่ยนพลังงานและเงินระหว่างกันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากสภาวะอากาศของประเทศไทยมีความเหมาะสม
มีตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นเงินในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเรียกว่า Green Tech ทางประเทศสิงคโปร์ได้ออกกฏระเบียบใหม่โดยการใช้เทคโนโลยี Blockchain และสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ผ่านช่องทาง Crypto
 
Martin Lim จาก Electrify.Asia ได้ให้สัมภาษณ์รูปแบบการแลกเปลี่ยนพลังงานแบบ แบบ blockchain กับทาง BTC Manager ระบุ หน่วงงานการกำกับดูแลด้านพลังงานของประเทศสิงคโปร์ มีความก้าวหน้าอย่างมากโดยการใช้นวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่ โดยพวกเขาออกฏข้อบังคับเกี่ยวข้องกับ blockchain ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ด้วยการผสมผสานกับ Tokenizing และเทคนิค distributed ledger technology (DLT) เพื่อนำไปสู่การลดการพึ่งพาฟอสซิล
 
 
ประกอบกับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล bitcoin กระตุ้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์และเงิน เนื่องจากปัจจุบันเงินยังมีข้อจำกัด นอกจากนี้ เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรายได้มีประสิทธิภาพ
 
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 หลายคนเริ่มใช้ bitcoin ในการระดมทุนจากหลากหลายหน่อยงานทั้ง logistics, social media platforms me ทำให้เกิดกกระบบทางด้านการแลกเปลื่ยนพลังงานระหว่างกันจากโครงข่ายไฟฟ้าแบบ P2P
 
สำหรับประเทศไทยได้มีความพยายามในการแลกเปลี่ยนเงินตราท้องถิ่นในรูปแบบ coin offerings (ICOs) เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 รัฐบาลได้ชะลอ เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยงระหว่างการแลกเปลี่ยนพลังงาน Home to Home แบบ Microgrid
 
ซึ่งการปฏิรูปพลังงานแสงอาทิตย์โดยมีการออกใบอนุญาตที่ถูกต้องนั้น ถือเป็นตลาดไฟฟ้าใหม่ของประเทศไทย โดยเป็นโครงการพลังงานสีเขียว สามารถติดตั้งแผงขนาดเล็กลงบนหลังคาแล้วใช้เทคโนโลยี Blockchain ในอุปกรณ์ทำให้เกิดการตรวจนับพลังงานได้อย่างแม่นยำ
 
ในปี 2018 บ้าน 1 หลัง สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 130 เมกะวัตต์และคาดว่าจะเพิ่มอีก 100 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งยังไม่รวมพื้นที่บริษัทที่จะผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์และใช้เทคโนโลยี blockchain
ตัวแทนของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ก.พ.) คือ นายวีระพลจิร ประดิษฐกุล แสดงความกังวลในการเรื่องภาครัฐจะสูญเสียบทบาทสำคัญ โดยกังวลว่าบทบาทนี้จะตกไปอยู่ในมือของเอกชน
 
จำนวนของการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ต้องมีหน่วงงานกลาง (Energy Regulatory Commission (ERC)) มารับผิดชอบเรื่องดังกล่าวให้ทุกคนมีความชอบธรรม
 
ทั้งเรื่องการคิดค่าใช้บริการและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ รวมถึงเรื่องของภาษีให้เหมาะสมทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเป็นได้อย่างราบรื่น
 
"เกี่ยวกับการคิดค่าบริการในการบำรุงรักษาและรักษาความปลอดภัย เราเชื่อว่าผู้ใช้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนควรให้ความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ดังนั้น ภาษีหรือค่าใช้จ่ายควรใช้อย่างเป็นธรรมกับทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัท ไม่มีพรรคพวกใดที่ควรได้รับการอุดหนุนจากอีกฝ่ายหนึ่ง"
 
โครงสร้างพื้นฐานของประเทศกำลังถูกใช้ประโยชน์สำหรับตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไล่ล่าผู้คนที่รักษาความปลอดภัยไว้ในขณะเดียวกัน ในที่สุดเมื่อทุกคนที่มาเกี่ยวข้องจึงถือเป็นเรื่องยุ่งยาก และคณะกรรมการหวังว่าจะซื้อเวลาเพียงเล็กน้อย จนกว่าจะคิดออกว่าจะทำให้สิ่งเหล่านี้ทำงานได้อย่างราบรื่น
 
ล่าสุดทาง บมจ.บางจาก (หนึ่งในรัฐวิสาหกิจของไทย) หรือ BCPG ได้ทดสอบโครงการ microgrid ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในกรุงเทพด้วยอาคารอพาร์ตเมนต์หลายชั้นจำนวน 6-10 อาคาร
 
โดยร่วมมือกับธนาคารในประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยี Blockchain คํานวณค่าบริการและตรวจสอบความปลอดภัย
 
โดยคิดค่าบริการจาก 0.05 เหรียญเป็นเงินดอลลาร์ แค่สองสามชั่วโมงที่ผ่านมา มี 1 พันล้านเหรียญร่วมกับการหมุนเวียน 352 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นปริมาณที่น่าสนใจอย่างมาก
 
Share this Article: