"ประวิทย์ มาลีนนท์" ชี้ไม่ยกเลิกอนาล็อก ไม่เคยคิดออกคู่ขนาน มัสต์แครี่-มัสต์แฮฟควรทบทวนใหม่

"ประวิทย์ มาลีนนท์" ชี้ไม่ยกเลิกระบบอนาล็อก มองไม่เคยคิดออกคู่ขนาน มัสต์แครี่-มัสต์แฮฟควรทบทวนใหม่ ด้านกรรมการกสท. ยืนยันต้องยึดตามมติยุตินำช่อง 3 อนาล็อกออนแอร์บนดาวเทียม-เคเบิ้ลทีวี

 

 

 

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.)  กล่าวในเวทีเสวนา อยู่รอดอย่างรับผิดชอบในยุคทีวีดิจิตอล ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่า เงื่อนไขสำคัญ คือ กสทช.จะประคับประคองให้อยู่รอดได้หรือเปล่า เพราะการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทาน สู่ใบอนุญาต ซึ่งต้องสู้กันเรื่องแนวคิดจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ อย่างไรก็ตาม การมีทีวีเพิ่ม และการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์

 

ส่วนกรณีของช่อง3 ยอมรับว่า กสทช. ต้องสร้างตลาดใหม่ แล้วให้แต่ละรายเข้ามาขายของ แต่กฎหมายบังคับว่า ถ้าจะอยู่ในธุรกิจ หรือในตลาดก็ต้องประมูล ซึ่งหากช่อง3 ไม่ยอมมาขายในตลาดใหม่ จะเป็นภาระของคนดู ที่ต้องเดินทางไปทั้ง 2 ตลาด โดยกสทช.ไม่ต้องการทำให้รายใดตกขอบ แต่ต้องการให้ไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการวัดศักยภาพของเอกชนจริงๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ การจะชักชวนให้ทุกคนมาอยู่ในตลาดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม กสท. ก็ต้องยึดตามมติคำสั่งทางปกครองที่ให้ผู้ประกอบการโครงข่ายยุติการออกอากาศช่อง3 ภายใน15วัน หลังได้รับหนังสือจากสำนักงาน กสทช.

 

ส่วนกรณีการถือหุ้นของช่อง3 กสท.ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า แม้จะเป็นคนละบริษัทกัน แต่ถ้าตีความตามกฎหมาย อำนาจการตัดสินใจคือคนเดียวกัน และช่อง3 จะมาอ้างกรณีนี้ไม่ได้ ส่วนเรื่อง อสมท ที่เป็นเจ้าของสัมปทานระบบอนาล็อก ก็ไม่ใช่ปัญหา และอยากให้ดูกรณีของช่อง7 ที่ติดเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์เหมือนกับช่อง3 ซึ่งช่อง7 มาขอคำปรึกษาจาก กสท. เหมือนกัน แต่ระหว่างนี้ก็ยินดีออกคู่ขนานไปก่อน ระหว่างที่รอผลตัดสิน

 

"การแก้กฎกติกาต่างๆ ในระยะยาว ยังสามารถทำได้ แต่ระหว่างนี้ รอให้การเปลี่ยนผ่านระบบผ่านไปก่อน เพราะการออกกฎกติกาทำให้ทุกคนมาอยู่ในลู่วิ่ง ในสนามเดียวกัน โดยเฉพาะกฎมัสต์แครี่" สุภิญญา กล่าว

 

 

ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 กล่าวต่อว่า "ทุกคนหลงทางหรือไม่ ไม่แน่ใจ เราติดกระดุมเม็ดแรกผิดตั้งแต่ต้น ในฐานะที่ กสทช. กำหนดแนวทางโทรทัศน์ในประเทศไทย พร้อมทั้งขอว่าอย่าพูดเรื่องข้อกฎหมาย เพราะอยู่ในขั้นตอนของศาล แต่พร้อมจะต่อรองกับ กสท. ทั้งนี้ คำถามว่าทำไมไม่ยกเลิกระบบอนาล็อก ตอบ..ก็เป็นสิทธิ์ของผม และยืนยันว่าช่อง 3 ไม่เคยคิดไปออกคู่ขนาน ตั้งแต่ต้น" ประวิทย์ กล่าว

 

ผู้บริหารช่อง 3 กล่าวต่อว่า แม้ผู้ถือหุ้นจะเป็นคนเดียวกัน แต่การขออนุญาตลิขสิทธิ์ก็ไม่เหมือนกัน เราเคารพผู้ถือหุ้นทุกราย แม้ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นคนเดียวกัน แต่เราแจ้งแผนธุรกิจของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ส่วนเรื่องการออกกฎหมายของ กสท. นั้น ฝ่ายกฎหมายของช่อง3 บอกว่าถ้าหน่วยงานเป็นคนออก ก็สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้

 

ส่วนกรณีที่ กสท. ให้ทางเลือกช่อง 3 ไปออกอากาศทีวีดาวเทียม และเคเบิล หรือ คู่ขนานนั้น กลับเป็นการบังคับ พร้อมอ้างว่าจะแจกกล่องไม่ออก ขอเสนอว่า กสท. ควรเพิ่มระบบอนาล็อกลงในกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล หรือ เซ็ตท็อปบ็อกซ์ ซึ่งเพิ่มเงินเพียง 20-30บาท เท่านั้น ส่วนคูปอง ควรจะแจกทั่วประเทศทันที ไม่ใช่แจกแต่ละจังหวัด โครงข่ายไหนที่เข้าถึงประชาชนจะได้รับชมได้ และกสท.ไม่ควรลงมายุ่งทุกเรื่อง อาทิ เรื่องการวิจัยเรตติ้ง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการตายทั้งระบบ ส่วนเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมานั้น อาทิ มัสต์แฮฟ มัสต์แครี่ ควรจะยุติ ทบทวน หรือยกเลิก

 

ประวิทย์ ยังบอกด้วยว่าช่อง 3 ถือเป็นธุรกิจฟรีทีวี กสทช. มีอำนาจอะไร ที่จะมาให้ตนเปลี่ยนจากฟรีทีวี เป็นเปย์ทีวี ตนทำธุรกิจฟรีทีวีมาโดยตลอด ซึ่งการขอเปย์ทีวี แต่ออกเป็นฟรีทีวี นั่นหมายความว่า เป็นการเริ่มธุรกิจใหม่ทั้งหมด ตนกระทบที่ต้องไปรื้อทุกอย่าง

 

สมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า เชื่อว่าทั้ง24 ช่องทีวีดิจิตอล จะสามารถดำเนินการอยู่รอดได้ประมาณ 70-80% ส่วนปัจจัยการอยู่รอด คือ กสทช.ต้องสร้างกลไกการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และแต่ละองค์กรค์ต้องปรับขนาดให้พอดีกับธุรกิจเพื่อลดต้นทุน เพราะถ้าใครสายป่านไม่ยาวแล้วทุ่มเต็มที่ก็จะอยู่รอดยาก ถ้าหากว่าทุกช่องแข่งกันเต็มที่ เหมือนนักมวย ยังไม่ครบ 3 ยก ก็ไปก่อน

 

วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ในเชิงธุรกิจมองว่าเป็นโอกาสทองในการแย่งชิงตัวกันของแต่ละสถานี และมองว่าถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้จะเกิดศึกใหญ่ และสื่อมวลชนจะเป็นเป้าต่อไป และจะเกิดบรรยากาศการวิพากวิจารณ์เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

 

พัชระ สารพิมพา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ กล่าวว่า ถ้ายังมีปัญหา และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ทีวีดิจิตอลก็จะไม่รอด เหมือนการเมืองที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างมีกำลัง และอาวุธ แต่ถ้ากรรมการมีความสามารถห้ามทัพแล้วไกล่เกลี่ยทุกอย่างให้ผ่านไปก็จะรอดทั้งหมด แต่กังวลว่า ถ้าทีวีดิจิตอลไม่รอด เป็นเพราะการดำเนินงานของ กสทช. และกลไกของรัฐ เช่นการขยายโครงข่ายที่ล่าช้า เพราะถ้าคนซื้อจานดาวเทียมติด การขยายโครงข่าย และการแจกคูปองก็ไม่มีประโยชน์

 

วรรณ รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเจนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตราบใดที่มีคนดู เราจะวิ่งไปตรงนั้น แต่การที่จะมีคนดู ต้องขึ้นอยู่กับการกระจายของคนดูด้วย ที่ต้องมาจากโครงข่าย และการแจกคูปอง ไม่ว่าสถานีใดก็ต้องเอาคนดูเป็นตัวตั้ง และอยู่ที่การทำการตลาด สิ่งที่สำคัญ คือ ความนิ่งของนโยบาย กสทช. ไม่ใช่การลองผิดลองถูก หรือกลับไปกลับมา ดังนั้น ตอนนี้จึงตอบไม่ได้ว่าทีวีดิจิตอลจะอยู่รอดได้หรือไม่ ซึ่งจากการทำวิจัย ถ้าเอาช่อง3 อนาล็อกออก หมายความว่าคนดูหายไป 70% กลุ่มใหญ่จะย้ายไปออนไลน์ หมายความว่าเม็ดเงินจะไหลออกจากทีวี

Share this Article: