"ประจิน" เผยแผนไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เศรษฐกิจและความมั่นคง คลอดแน่ไตรมาส 2/2560

"ประจิน จั่นตอง" เผยแผนไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เศรษฐกิจและความมั่นคง คลอดแน่ไตรมาส 2/2560 คาดแผนอี-คอมเมิร์ซ ดันมูลค่าตลาดปี 2559 เติบโต 2.5 ล้านล้านบาท 

 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า แผนกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ตอนนี้ยังคงอยู่ในช่วงของการร่างแผน ซึ่งเป็นขั้นตอนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว โดยรัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา เมื่อรวบรวมเสร็จสิ้นของมาเป็นร่างแล้ว จะส่งไปที่กฤษฎีกาตีความ และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และส่งไปที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและได้ใช้ในไตรมาส 2/2560 

 

 

ทั้งนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน ไทยแลนด์ อีคอมเมิร์ซ วีค เรื่อง “การเป็นกระทรวงดีอีไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อ กระทรวงดีอี จะรุกการทำอีคอมเมิร์ซของประเทศ...เราควรเดินหน้าอย่างไร...” ว่า การเปลี่ยนแปลงกระทรวงจะต้องปรับวิธีการทำงาน ทำตัวตนให้เป็นรัฐธบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริง ส่วนรัฐวิสาหกิจในสังกัดต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพื่อให้มีผลงานเป็นรูปธรรม 

 

 

ส่วนการค้าการลงทุนในรูปแบบอี-คอมเมิร์ซนั้น จะเห็นได้ว่า ในปี 2557 ตลาดนี้มีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยในปี 2558 มีมูลค่าอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่า ในปี 2559 นี้ ตลาดอีคอมเมิร์ซ จะมีมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท โดยรัฐเตรียมสนับสนุนแผนอี-คอมเมิร์ซของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สพธอ. หรือ เอ็ตด้า ที่กำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ โดยแผนนี้จะเน้นที่การทำธุรกิจอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงผลได้ผลเสียของผู้ประกอบการ

 

 

อีกทั้ง มั่นใจว่าเมื่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่พร้อม รวมถึงการพัฒนาคนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถใช้เทคโนโลยีต่อยอดจากภูมิปัญญา หรือธุรกิจที่มีอยู่ เชื่อว่าสินค้าและบริิการของไทยจะไปสู่าดโลกได้แน่นอน ซึ่งปัจจุบันคนไทยกว่า 67 ล้านคน สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน และรู้จักอินเตอร์เน็ต การค้าขายออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เรื่องที่ยาก 

 

 

"มีหลายโครงการที่รัฐร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ผลักดันให้ไทยไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 เช่น โครงการสมาร์ทซิตี้ ที่นำร่องในภูเก็ตและเชียงใหม่ เมื่อต่างชาติได้เห็นก็จะมั่นใจที่จะลงทุนในไทย มีการทำธุรกิจด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดงานและรายได้" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

Share this Article: