"ความเห็นกฎหมายแตกต่าง" มติไม่ลงตัว 3:2 ที่ประชุมบอร์ดใหญ่ กสทช. กรณีช่อง 3

มติไม่ลงตัว 3:2 ที่ประชุมบอร์ดใหญ่ กสทช.เลื่อนออกไปรอข้อสรุป ชี้ความเห็นกฎหมายแตกต่าง เสนอควรส่งคณะอนุฯ มาช่วยคิดให้เกิดความรวดเร็ว 

 

 

 

 

เอกสารจากทวิตเตอร์ @Pat_thaipbs, @NBTC_Thailand

 

แหล่งข่าวเอดีเอสแอลไทยแลนด์รายงาน จากกรณีที่ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งทุเลาคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ขยายระยะเวลาให้บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ออกอากาศบนโครงข่ายดาวเทียม-เคเบิลออกไปอีก  15 วัน นับจากมีคำสั่ง หรือจนถึงวันที่ 11 ต.ค.57นี้ จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30ก.ย.57นี้ โดยศาลให้คู่กรณี คือ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และช่อง3 ไปเจรจาตกลงทำความเข้าใจกันเพื่อหาข้อยุติ แล้วแจ้งผลความคืบหน้าการหารือให้ศาลรับทราบภายในวันที่ 11 ต.ค.นี้ด้วย ซึ่งกรรมการกสท. จะนำเรื่องนี้มาหารือในวันที่ 29 ก.ย.นี้ เพื่อหาทางออกต่อไป  

 

ทั้งนี้ ช่อง3 ได้ยืนยันแล้วว่า พร้อมออกอากาศคู่ขนานช่อง 3 อนาล็อกบนช่องดิจิตอล 33 HD และต้องไม่ผิดกฎกติกาและกฎหมายของกสทช.ด้วย  ซึ่งในการเจรจาที่ผ่านมา ได้มีการเสนอทางออกคือ การแก้ประกาศหลักเกณฑ์การแบ่งเวลาให้ผู้อื่นร่วมดำเนินการได้ หรือให้เช่าเวลา ซึ่งตามประกาศเดิม10-40% หรือ  9  ชั่วโมง โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นให้สำหรับผู้รับใบอนุญาตที่ต้องการออกอากาศคู่ขนานออกอากาศได้ตามที่กสท.กำหนด  แต่กรรมการกสท.3 คน คือ พล.ท. พีระพงษ์ มานะกิจ, ธวัชชัย  จิตภาษ์นันท์ และสุภิญญา กลางณรงค์ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับช่อง3 เพียงรายเดียว 

 

ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยคือ พ.อ.นที​ ศุกลรัตน์ และพ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า เห็นว่า เป็นทางออกที่ดี เพราะผู้รับใบอนุญาตประกอบการกิจการดิจิตอล ก็ยังคงฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่ผู้ที่รับใบอนุญาตช่องอนาล็อกที่ต้องการออกคู่ขนานช่องดิจิตอล ก็ให้ยื่นเรื่องมายังกสท.เพื่อพิจารณาให้ตามมติของกสท.ต่อไป ซึ่งอาจจะให้เช่าช่วงเวลา100%สำหรับการออกอากาศคู่ขนานเท่านั้น เพื่อให้คนไทยได้ดูช่อง3ทั้งอนาล็อกและดิจิตอล หากไปแก้ไขประเด็นอื่นๆ จะกระทบกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะประเด็นคนละนิติบุคคล

 

ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขหลักเกณฑ์การแบ่งเวลาให้เช่านั้น ได้เสนออีกแนวทางหนึ่งคือการแก้คำนิยาม  ผู้ประกอบการ  ในประกาศหลักเกณฑ์การรับใบอนุญาติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  ซึ่งจะแก้ไขเพิ่มเติมนิยาม คำว่า ผู้ประกอบกิจการเสมือนกันได้ แม้จะมีคนละนิติบุคคล  แต่โดยพฤติกรรม เป็นคนเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์  เพราะการรับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 

 

โดย บริษัท บีอีซี เวิล์ด จำกัด (มหาชน)​ ถือหุ้น 99.99% ในบริษัท บางกองเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และ 99.99 % ในบริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตญาตช่องดิจิตอล 33HD จึงถือว่า เป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน  ฉะนั้นช่อง3 อนาล็อก สามารถออกอากาศคู่ขนานได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขประกาศหลักเกณฑ์เรื่องแบ่งเช่าเวลา  อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากแก้ประกาศเรื่องคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต จะกระทบต่อผู้รับใบอนุญาตรายอื่นๆ หรือไม่ เพราะแต่ละรายก็ยื่นชื่อบริษัทที่แตกต่างกันไป แต่ถือหุ้นใหญ่โดยบุคคลเดียวกัน 

 

ฐากร  ตัณฑสิทธ์  เลขาธิการกสทช.) กล่าวว่า การประชุมกสทช.ในวันที่ 30 ก.ย.57นี้ คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากต้องรอให้ที่ประชุมกสท.มีมติการแก้ไขแนวทางปัญหาดังกล่าว ให้ได้ขอยุติก่อน และนำเสนอมายังบอร์ดกสทช.เพื่อดำเนินการต่อไป 

 

“ส่วนตัวผมเห็นว่า ประเด็นปัญหาดังกล่าว ควรจะได้ข้อยุติโดยเร็ว หากมีความเห็นแย้งกันในประเด็นกฎหมาย ควรนำเรื่องดังกล่าว เสนอให้คณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายกสทช.พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องโดยเร็ว เพื่อให้ทันตามกำหนดคำสั่งศาลปกครองวันที่ 11 ต.ค.นี้” นายฐากร กล่าว 

 

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เปิดเผยก่อนหน้าว่า จันทร์ที่ 29 ก.ย. นี้ ในการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ชวนจับตาวาระ แนวทางในการดำเนินการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบแอนาล็อก ภายหลังจากศาลปกครองมีคำสั่ง วันศุกร์ที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ทุเลาการบังคับตามมติ กสท.ครั้งที่ 37 วันที่ 8 ก.ย. 57 ดังกล่าว

 

“ส่วนกรณีแก้ ประกาศ กสทช.ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ของพ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 นั้น หัวใจสำคัญของมาตรานี้เพื่อเน้นให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการด้วยตนเองหมายถึงไม่ให้เวลาไปเช่าช่วง ซึ่งประเด็นนิติบุคคลไม่สำคัญเท่ากับว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจและควบคุมการบริหาร เพราะฉะนั้น กสทช.ต้องมีหลักคิด และดูว่า แม้คนละนิติบุคคล แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้มีอำนาจบริหารคือกลุ่มเดียวกัน การบริหารจัดการทั้งหมดเป็นของ บ.บีอีซีมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นผู้รับผิดรับชอบจึงอยู่ในข่ายการพิจารณาได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ประกาศขยายเวลาให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ทั้ง 100 เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบในภาพรวม” สุภิญญา กล่าว 
Share this Article: