“กลุ่มสามารถ” ประกาศทิศทางธุรกิจ ปี 60 ปรับทัพรุกธุรกิจดิจิตอล ตั้งเป้า 2 หมื่นล้าน

“กลุ่มสามารถ” ประกาศทิศทางธุรกิจ ปี 60 “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” เผยเตรียมปรับทัพรุกธุรกิจดิจิตอล ตั้งเป้ารายได้ 2 หมื่นล้าน ลดลงจากปีก่อนหน้า หลังปี 59 พลาดเป้า เน้นขายโซลูชั่นเป็นหลัก พร้อมขยายตลาดไอ-โมบายใน CLMV 

กลุ่มสามารถประกาศทิศทางธุรกิจปี 60 ตั้งเป้ารายได้ทั้งกลุ่ม 20,000 ล้านบาท เตรียมความพร้อมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจในยุคดิจิตอล 4.0 โดยเฉพาะกลุ่มสามารถไอ-โมบายที่เร่งปรับโครงสร้างและเตรียมขยายโอกาสสู่ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างฐานรายได้ประจำที่ยั่งยืน ส่วนกลุ่มสามารถเทลคอม ซึ่งมีความแข็งแกร่งในธุรกิจโทรคมนาคม ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่เด่นชัดในปี 60 จากโอกาสในการเข้าร่วมประมูลโครงการใหญ่ๆ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เพื่อสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มสามารถ ที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค กลุ่มสามารถจึงกำหนด Year Theme หรือจุดมุ่งเน้นในปีนี้ว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” โดยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากสายธุรกิจ ICT Solutions 9,000 ล้านบาท สายธุรกิจ Mobile-Multimedia 4,500 ล้านบาท สายธุรกิจ Related Business 2,300 ล้านบาท  และสายธุรกิจ U-trans 4,200 ล้านบาท

บมจ. สามารถเทลคอม ผู้นำสาย ICT Solutions ตั้งเป้ารายได้ 9,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือแล้วมูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท โดยล่าสุดได้งานโครงการสัญญาเช่าระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่า 2,639 ล้านบาท และจากนโยบายส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ ประกอบกับโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเลื่อนประมูลมาในปีนี้ จะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจไอซีทีอย่างชัดเจนในปีนี้  ด้วยโอกาสในการเข้าร่วมประมูลโครงการมูลค่ารวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่างานในมือ หรือ Backlog ได้มากถึง 10,000 ล้านบาทในปี 60 นอกจากแหล่งรายได้จากการประมูลโครงการแล้ว บริษัทยังตั้งเป้าในการขยายฐานรายได้ประจำจากงานบริการในรูปแบบ Outsource Services มากขึ้น

บมจ. สามารถไอ-โมบาย ผู้นำสายธุรกิจ Mobile-Multimedia ตั้งเป้ารายได้ 4,500 ล้านบาท เป็นสายธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านทิศทางและโครงสร้างธุรกิจมากที่สุด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการก้าวสู่ยุคดิจิตอลภายในคอนเซป “SIM Digital Life” ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. กลุ่ม Mobile & Security ดำเนินธุรกิจจำหน่ายมือถือและgadget ที่ตอบโจทย์ดิจิตอลไลฟสไตล์ ด้วยคุณสมบัติเด่นทางด้านความปลอดภัย, การดูแลสุขภาพและอื่นๆ ล่าสุดหลังจากเกิดกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากการเปิดตัว blackphone2 ในประเทศไทย บริษัทก็ยิ่งมั่นใจในการขยายธุรกิจ Mobile Security Applications & Solutions โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนาและนำเสนอสินค้าบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนการจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือนั้น นอกเหนือจากแบรนด์ไอ-โมบายแล้ว บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักให้แก่มือถือแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ โดยอาศัยศักยภาพช่องทางการขายและการให้บริการซึ่งครอลคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งจะพัฒนาช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างคล่องตัวผ่านสื่อดิจิตอลมากขึ้น 2. Operator & Infrastructure ประกอบด้วยธุรกิจ MVNO บนเครือข่าย CATในชื่อ Open MVNO ซึ่งเร็วๆนี้ จะมีการนำเสนอบริการเสริมที่เชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง นอกจากนี้ ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทยังเตรียมที่จะเปิดตัวธุรกิจใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสาร (Trunked Mobile) 3. Digital Commerce ครอบคลุมธุรกรรมออนไลน์ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง โดยบริษัทจะเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเวบไซต์ Zazzet อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปีนี้ 4. I-sport อีกหนึ่งบริษัทลูกที่โดดเด่นของกลุ่มสามารถไอ-โมบาย นอกจากจะมีรายได้ประจำที่สม่ำเสมอจากสัญญาการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก มูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปีแล้ว ยังเตรียมการขยายธุรกิจด้าน Sport Commercial อย่างจริงจัง ครอบคลุม Sports Digital Content, Sports Event , Sports Tour , Sports Commerce , Sports Agent และ เกมส์ โดยจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในไตรมาส 1 ปีนี้ และวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯภายในปี 60”

สายธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และ Teda ตั้งเป้ารายได้รวม 4,200 ล้านบาท โดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS ประมาณ 1.8 พันล้านต่อปีแล้ว ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสายส่งไฟฟ้า โดยล่าสุด Teda ได้เซ็นสัญญาจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1.2 พันล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือ 2 พันล้านบาท นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจด้านพลังงาน ก็ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนอีกหลายโครงการ อาทิ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศลาว , โครงการสายส่งไฟฟ้าที่ประเทศพม่า , โรงไฟฟ้าขยะ , โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2 พันเมกะวัตต์ ที่ประเทศกัมพูชา และมีแผนเข้าประมูลในโครงการอื่นๆมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

สุดท้าย สายธุรกิจ Related Business ตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาท โดยบมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ บริษัทในเครือรายที่ 4 ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และได้รับรางวัล Outsourced Contact Center Vendor of the Year ติดต่อกันถึง 5 ปี ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบัน มีงานในมือแล้วกว่า 900 ล้านบาท จากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กลุ่มสายการบิน ธนาคาร โรงพยาบาล ธุรกิจประกันฯลฯ ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1,300 ล้านบาท ด้วยโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ บริษัท วันทูวัน จึงตั้งเป้ารายได้ในอีก 4 ปีข้างหน้าถึง 2,500 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้อีก 1,000 ล้านบาทของสายธุรกิจนี้ จะมาจาก วิชั่นแอนด์ซีเคียวริตี้ ซิสเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด และสามารถวิศวกรรม

“การปรับตัวให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลง คือ กุญแจสำคัญของการอยู่รอดในโลกธุรกิจ กลุ่มสามารถจึงได้เตรียมความพร้อมและมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารธุรกิจ การพัฒนาคน และการพัฒนาเทคโนโลยี จนได้รับรางวัลมาตรฐานระดับโลกมากมาย บริษัทจึงมั่นใจว่า แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายเท่าไรก็ตาม บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความมั่นคงและเติบโตต่อไป” วัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้  ผู้บริหารกลุ่มสามารถ ยอมรับว่าปี 2559 ที่ผ่านมา รายได้พลาดเป้าจากที่กำหนดไว้ 30,000 ล้านบาท เนื่องจากยอดการขายมือถือลดลง ในปี 2560 นี้ จึงตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนการทำตลาดโซลูชั่นมากขึ้น มองว่าต้องปรับตัวให้สอดรับกับยุคที่เปลี่ยนไป ต้องมองหาธุรกิจที่อยู่ได้ยั่งยืน โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ในส่วนของไอโมบายเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สามารถ 4.0 รับยุคดิจิทัล

Share this Article:

ADVERTISMENT