ไหวไหม Twitter? เมื่อยูนิคอร์นกำไรหด ประกาศขายก็ไม่มีใครซื้อ

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมามีการประกาศปิดตัว Vine  แอพพลิเคชันสำหรับแชร์วิดีโอลูป 6 วินาทีบน medium.com ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมกับการประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักของ Twitter และการประกาศปลดคนงาน 8% หรือร่วม 300 ชีวิตเพื่อลดต้นทุนในการประกอบการและปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ทั้งนี้นับเป็นความพยายามในยืนหยัดด้วยตัวเองของ Twitter หลังจากความพยายามประกาศขายก่อนหน้านี้ไม่เป็นผล อีกทั้งยอดผู้ใช้งานต่อเดือนยังไม่กระเตื้องขึ้น Twitter รายงานผู้ใช้ต่อเดือนราว 313 ล้านบัญชีเมื่อเทียบกับอดีตคู่แข่ง Facebook ที่มียอดผู้ใช้ต่อเดือนถึง 1.7 พันล้านบัญชี

หลายคนอาจสงสัยว่า Twitter มาถึงจุดๆ นี้ได้อย่างไร?

Twitter เปิดตัวในปี 2006 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับ facebook โดยเป็น Social Media ในยุคบุกเบิกที่ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างเสรีโดยการโพสต์ข้อความขนาดไม่เกิน 140 ตัวอักษร (1 SMS) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จากทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียง นักเขียน นักกีฬาและผู้ทรงอิทธิผลในแวดวงต่างๆ Twitter ประสบความสำเร็จอย่างมากเรียกได้ว่าเป็น Startup ระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ

แล้ว Twitter มาถึงจุดที่ไม่ทำกำไรติดต่อกันหลายปีได้อย่างไร ?

เหล่าผู้เชียวชาญเชื่อว่าความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดจากการที่ Twitter ไม่เหลียวแลที่จะพัฒนา Core Product ของตัวเองอย่างจริงจัง Twitter เปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก เมื่อเทียบกับ Facebook ที่พัฒนา Feature ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ใหม่ๆ

Twitter ควบรวมบริษัทกว่า 50 บริษัทเพื่อพัฒนาระบบภายในและสร้างแอพฯ ต่างๆ มากมาย ( แต่กลับไม่ได้อยู่ภายใต้ชื่อ Twitter ) R&D หลักที่พัฒนาตัว Twitter ถูกแยกย้ายไปดูแล Product ใหม่ๆ ของ Twitter ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็น Vine ที่พ่ายแพ้ให้กับ Instagram หรือแม้แต่ Periscope ที่แทบไม่มีคนรู้จักเมื่อเทียบกับ Facebook Live  ซึ่งหลายคนมองว่าความล้มเหลวนี้คล้ายกับสิ่งที่ NetScape เคยทำในอดีต

นอกจากนั้น หลังจากที่ Twitter ซื้อบริษัทด้านการโฆษณาและพัฒนาแพลตฟอร์มในการทำโฆษณาขึ้นมากมายจึงปิด API ของตัวเองไม่ให้ Third Party ใช้งานเพื่อควบคุมการทำโฆษณาให้ง่ายขึ้นดั่งใจ หลายคนเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ Twitter ขยายตัวได้ช้า และได้รับชื่อเสียงที่ไม่ดีในวงการนักพัฒนา

 แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักวิเคราะห์ชื่อว่าส่งผลต่อการขยายตัวและการเติบโตของ Twitter คือการที่ Twitter ไม่สามารถควบคุมการคุกคามจากเหล่า ‘Troll’ ( ถ้าเป็นบ้านเราคงเรียกว่า ‘เกรียน’ ) บนโลกอินเตอร์เน็ตได้ ลองนึกภาพว่าผู้อ่านเป้นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีบัญชี Twitter อยู่ ในแต่ละวันจะมีเหล่า Hater โพสต์ข้อความข่มขู่ ลวนลามทางเพศ ด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง โพสต์วีดีโอลามก และคุณทำอะไรกับคนพวกนั้นไม่ได้ จะบล็อคใครก็ไม่ได้ เพราะโพสต์ของคุณเป็นสาธารณะ แถมไม่มีปุ่มให้กดรีพอร์ตด้วย

 เหล่าดาราผู้มีชื่อเสียงหลายคนออกจาก Twitter เพราะสาเหตุนั้นค่ะ กว่า Twitter จะแก้หรือเข้ามาดูแลปัญหาทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว ( มัวไปโฟกัสอย่างอื่นอยู่ ) เพราะคุณค่าของ Twitter ไม่ได้อยู่ที่ตัวแอพฯ แต่กลับอยู่ที่ content จาก Super User ที่เข้ามาโพสต์เรื่องราวหรือข่าวสารสำคัญเมื่อ Super User จากไปเหล่าผู้ติดตามก็หายไปด้วยเช่นเดียวกับโฆษณาที่เป็นรายได้หลักของ Twitter เนื่องจาก Twitter ถูกออกแบบมาให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี จึงมีจุดอ่อนเรื่อง Identity ค่ะ ( ซึ่งต่างจาก Facebook ที่นำเสนอหลักการเรื่อง ‘One Identity’ ที่เน้นให้เราใช้ชื่อนามสกุลจริงในการใช้งาน Facebook ) ซึ่งปัญหานี้เองทำให้ Twitter เต็มไปด้วยผู้ใช้ที่ระบุตัวตนไม่ได้ ไม่ดึงดูดเม็ดเงินในการโฆษณา แถมยังกลายเป็นบ้านของผู้ก่อการร้าย ISIS อีกด้วย

 ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันผู้คนชอบแชร์เรื่องราว (Story Telling ) และแบ่งปันประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน (Peer Review) การโพสต์ข้อความได้แค่ 140 ตัวอักษรจึงเป็นข้อจำกัด ถึงแม้ Twitter จะยอมให้โพสต์รูปหรือวีดีโอได้แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไปเสียแล้วเมื่อเทียบกับบรรดาเหล่าคู่แข่ง ที่นำหน้าไปไกล ทั้งยังมีฟีเจอร์ทุกอย่างรวมกันในแอพฯเดียว แถมยังแอบดึงบุคลากรระดับผู้บริหารของ Twitter ไปร่วมงานด้วยอีกต่างหาก

ลองดูบทเรียนของ Twitter แล้วย้อนมองสินค้าและบริการของเรากันดีกว่าค่ะ ว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราถนัดและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้จริงๆ

อนาคตของ Twitter นั้นสุดแต่จะคาดเดาคงปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์กันไปก็แล้วกันเนอะ

สุดท้ายนี้เรามาร้องคาราโอเกะดีกว่าค่ะ!

 

Share this Article:

ADVERTISMENT