ผลสำรวจเผยองค์กรในเอเชียแปซิฟิก ชี้ ธุรกิจดีขึ้น เพราะใช้ระบบไอทีแห่งอนาคต

 เดลล์ เผยรายงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยไอดีซี บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำโดยมีเดลล์ เป็นผู้สนับสนุนการจัดทำ ซึ่งผลการศึกษาเน้นให้เห็นความเกี่ยวข้องอย่างจริงจังระหว่างนวัตกรรมไอทีและผลลัพธ์ทางธุรกิจขององค์กรธุรกิจในภูมิภาคดังกล่าว  

 

การศึกษาจัดทำขึ้นโดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 2,500 คนจาก 11 ประเทศทั่วโลก โดยเน้นให้เห็นถึงการปรับปรุงธุรกิจที่สามารถวัดผลได้ ประการ ทั้งนี้เป็นผลจากการนำระบบไอทีที่ พร้อมรองรับอนาคตมาใช้ โดยมีการติดตามผลเป็นระยะเวลา ปี ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2015

 

การจัดอันดับ ไอดีซี ได้จัดให้ 16 เปอร์เซ็นต์ของบริษัททั้งหมด เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นเฉพาะปัจจุบัน (Current Focused) ส่วนอีก 32 เปอร์เซ็นต์ เป็นองค์กรที่คำนึงถึงอนาคต (Future Aware) โดยหนึ่งในสามของกลุ่มนี้เป็นอง ค์กรที่มุ่งเน้นที่อนาคต (Future Focused) ขณะที่อีก 18 เปอร์เซ็นต์ เป็นองค์กรผู้สร้างอนาคต (Future Creators) โดยกลุ่มองค์กรผู้สร้างอนาคตนั้ นเป็นองค์กรที่มีความพร้อมรับอนาคตมากที่สุด และเป็นผู้นำเรื่องของการใช้แพล ตฟอร์มที่ให้ความคล่องตัว รวมถึงบิ๊กดาต้า ส่วนองค์กรที่มุ่งเน้นเฉพาะปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ยังคงมุ่งเน้นที่การใช้ระบบไอทีแบบดั้งเดิมหรือยังอยู่ในช่วงแรกของการเดินทางสู่เทคโนโลยี

 

อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ เดลล์ คอร์ปอเรชัน (ประเทศไทย) และ ผู้จัดการทั่วไป เดลล์ อินโดจีน กล่าวว่า "ดัชนีองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต (The Future Ready Enterprise Index) แสดงให้เห็นว่าองค์กรที่พร้อมรับอนาคตมากที่สุดสามารถนำระบบโครงสร้างแบบควบรวม (Converged Infrastructure) คลาวด์ โซลูชันบิ๊กดาต้า  และระบบวิเคราะห์ มาช่วยเพิ่มความคล่องตัว เพิ่มขีดความสามารถระบบงาน รวมถึงเรื่องสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจได้ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้ตามเอกสาร White Paper ได้มีการจับคู่สี่ขั้นตอนในการเดินทางสู่ความพร้อมสำหรับอนาคต โดยเน้นให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า “องค์กรที่เป็นผู้สร้างอนาคต” ในเอเชียแปซิฟิก มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างเด่นชัด ในขณะที่ “องค์กรที่เน้นเฉพาะปัจจุบัน” ค่อนข้างจะมีข้อได้เปรียบน้อยกว่า โดยองค์กรธุรกิจที่ให้ความใส่ใจ กับขั้นตอนของการเดินทางและนำ วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมตรงความต้องการเฉพาะสำหรับธุรกิจ ก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี”

กลยุทธ์บิ๊กดาต้า สร้างข้อมูลธุรกิจในเชิงลึกยิ่งขึ้น องค์กรธุรกิจ ต้องมองความเป็นไปในธุรกิจได้อย่างทันท่วงทีในแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ผลสำเร็จทางธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีจุด Touchpoint หลากหลายมากขึ้นในการเข้าถึงลูกค้า อีกทั้งมีวิธีการใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ทำธุรกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงทำให้องค์กรจำนวนมากมองหาโซลูชันที่จะมาช่วยเชื่อมโยงแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อมูลหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรมีข้อมูลพร้อมใช้อยู่ใกล้เพียงปลายนิ้วมือในเวลาที่ต้องการ เพื่อรองรับการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  แต่เดิมโซลูชันที่ว่านี้ยังไม่มีในตลาด และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมาช่วยวางแนวคิดพร้อมกับพัฒนาให้เป็นรูปร่างขึ้นมา ปัจจุบันไม่ได้มีกลยุทธ์ด้านบิ๊กดา ต้าและการวิเคราะห์ (BDA) หรือมีแต่น้อยมาก ข้อมูลบิ๊กดาต้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียแปซิฟิก 98 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีอำนาจตัดสินใจที่อยู่ในองค์กร “ผู้สร้างอนาคต” สามารถเข้าถึง BDA เวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญได้ทันที เมื่อเทียบกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่มุ่งเน้นเฉพาะปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 58% เท่านั้น

โซลูชันคลาวด์ ช่วยให้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นทาง และทรัพยากรด้านข้อมูลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น White Paper ชี้ว่าหน่วยงานด้านธุรกิจที่อยู่ในองค์กรที่มุ่งเน้นเฉพาะปัจจุบัน ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ด้านไอทีบนคลาวด์ได้ แต่ใช้ซอฟต์แวร์เชิงการบริการ (SaaS) รวมถึงแพลตฟอร์มเชิงการบริการ (PaaS) และระบบโครงสร้างพื้นฐานเชิงการบริการ (IaaS) เป็นส่วนๆ แทน  ในทางกลับกัน ผู้สร้างอนาคต สามารถเก็บรักษาแคตตาล็อก รวมถึงทำการตรวจสอบ รักษาความปลอดภัยและควบคุมข้อมู ลผ่านคลาวด์ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขององค์กร “ผู้สร้างอนาคต” แจ้งว่าการนำคลาวด์มาใช้ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในธุรกิจได้  และหลายองค์กรพบว่าสามารถใช้ระบ บโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรด้านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายสามารถติดตามการใช้งานและประสิทธิภาพการทำงานได้ นำไปสู่การเพิ่มผลิตผลทางธุรกิจ และได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั่วทั้งองค์กร

ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม ช่วยให้ใช้สินทรัพย์ธุรกิจและไอทีได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบผสม ผสาน กลายเป็นสิ่งที่เพิ่มความซับซ้อนและนำไปสู่ค่าใช้จ่ายในการลงทุ นที่สูงขึ้น เสียเวลามากขึ้นในการบริหารจัดการและดูแลรักษาระบบ อีกทั้งยังทำให้ส่งมอบการบริการได้ช้าลง เมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้นเทคโนโลยีใหม่มักจะทำงานไม่เข้า ขากับระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ใช้อยู่ ต้องมีการอัพเกรดแบบรื้อถอนหรือเปลี่ยนใหม่ทำให้ต้องเรียนรู้ระบบใหม่มากขึ้นและไม่สามารถระบุช่วงเวลาคืนทุนที่แน่นอนได้  ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น “ผู้สร้างอนาคต” ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เน้นให้เห็นถึงประโยชน์หลัก ประการที่องค์กรได้รับจากการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ ได้แก่ เรื่องของการใช้ทรัพยากรไ ด้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พนักงานไอทีทำงานได้ผลิตผลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่องของความคล่องตัวที่เพิ่มมากขึ้นและมีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานตามการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้

มุมมองเชิงลึกเพื่อพัฒนาไปสู่ความพร้อมสรรพสำหรับอนาคต การนำเทคโนโลยีล้ำหน้าที่ให้ความพร้อมสำหรับอนาคตมาใช้ช่วยให้ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ แต่องค์กรที่มีการวางโครงสร้างเพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคตมากที่สุด คือองค์กรที่เป็นผู้สร้างอนาคต ซึ่งก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเช่นกัน  การนำเทคโนโลยีเช่น คลาวด์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม (Converged Infrastructure) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (BDA) มาใช้ ก็จะทำให้องค์กรทุกขนาดธุรกิจสามารถเปลี่ยนไอทีให้กลายเป็นกลไก ในการขับเคลื่อนธุรกิจได้ในเชิงรุก และได้รับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น

การศึกษาเรื่องคนทำงานแห่งอนาคต the Future Workforce Study ที่มีเดลล์และอินเทลร่วมสนับสนุนในการจัดทำ ทั้งนี้ผลการศึกษาระบุว่าแนวโน้มเทคโนโลยีโลกกำลังเปลี่ยนโฉมสถานที่ทำงานสมัยใหม่ โดยแสดงให้เห็นว่าพนักงานหลายคน เชื่อว่าสถานที่ทำงานปัจจุบันใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล่าสุดอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แต่ก็คาดหวังให้พนักงานเหล่านี้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากหลายคนมองว่าการทำงานจากนอกสถานที่ทำงานได้ เป็นการให้ประโยชน์ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและผลิตผลของงาน เกือบครึ่งของพนักงานทั่วโลกเชื่อว่าสถานที่ทำงานในปัจจุบันยังไม่มีความสมาร์ทพอ ขณะที่อีก 42 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานรุ่นใหม่ (millennial) กล่าวว่าตนประสงค์จะออกจากงานหากเทคโนโลยีในออฟฟิศไม่ได้มาตรฐานตามที่คาดหวัง ทั้งนี้เครื่องมือที่ช่วยในการประสานการทำงานร่วมกันเช่น Collaborative Tools ต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่ให้นวัตกรรมใหม่เช่น IoT และเทคโนโลยีเสมือนจริงจำพวก VR (Virtual Reality) จะกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสถานที่ ทำงานในอนาคตอันใกล้

เรื่องสถานที่ทำงานแห่งอนาคตประจำปี 2016 (Future Workforce Study) เป็นการสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานที่ทำงานเต็มเวลาเกือบ 4,000 คน จากองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ใน 10 ประเทศ โดยเผยว่ากว่าครึ่ง (57 เปอร์เซ็นต์) ของพนักงานทั้งหมดเชื่อว่าตัวเองจะได้ทำงานกับออฟฟิศที่มีความส มาร์ทภายใน ปีข้างหน้า ในขณะที่อีก 51 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีขึ้นจะทำให้การประชุมแบบที่ต้องมาพบปะเจอหน้ากลายเป็นเรื่องซ้ำซ้อนเกินความจำเป็นในอีก ปีข้างหน้า

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ส่งผลกระทบอย่างจริงจังต่อคนทำงาน เพราะทำให้พนักงานคาดหวังจากนายจ้าง ที่ทำงานที่ไม่ได้นำความล้ำหน้าเหล่านี้มาใช้จะกลายเป็นผู้ล้าหลัง “สถานที่ทำงานกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน” คนทำงานในปัจจุบันมีความคาดหวังมากขึ้นว่านายจ้างจะนำเทคโนโลยี ล่าสุดเหล่านี้มาผสานรวมเข้ากับชีวิตการทำงานของคนเหล่านี้ได้ อย่างรื่นไหลและให้ความปลอดภัย” นายจ้างได้รับประสบการณ์ตรง พบว่าเทคโนโลยีใหม่ช่วยให้งานดีขึ้น พร้อมกับต้องการนำความก้าวหน้าใหม่ๆ เหล่านี้มาเพิ่มประสิทธิผลของงานยิ่งขึ้นไปอีก  ในขณะที่เรื่องนี้อาจนับเป็นความกังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจในการที่จะทำให้บริษัทก้าวขึ้น มาอยู่แถวหน้าในการเป็นสถานที่ทำงานแห่งอนาคตและสร้างคนทำงานแห่งอนาคตได้”

Share this Article: