สรุป Web Trend 2015 จากงาน #Webpresso

วันนี้ทางสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ได้จัดงานเสวนา Webpresso ในหัวข้อ Web Trend 2015 พูดถึงการทำเว็บในปี 2015 (2558) นี้

 

โดยมีผู้ร่วมเสวนาในสาขาต่างๆของการทำเว็บไซต์ ไปติดตาม "จิบกาแฟคนทำเว็บ " กันว่าเทรนด์เว็บปีนี้ เป็นอย่างไร

ผู้ร่วมเสวนา

1.  สาขา Web Marketing คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ / @siwat / CEO บริษัท mInteraction

2.  สาขา Web Content คุณจักรพงษ์ คงมาลัย / @jakrapong / Head of Content Business Sanook Online

3.  สาขา Web Developer คุณอัครวุฒิ ตำราเรียง / @joomlacorner / CEO บริษัท Marvelic Engine

4.  สาขา Web Design คุณณิชา จุฑาศิริวงศ์ / @KUpoom / LnwShop co-founder

รายละเอียด

ถ้าย้อนกลับไปอ่านแท็ก #Webpresso ในปี 2557 จะเห็นว่ามีการพูดถึง Blogger โดยเฉพาะ Beauty Blogger ว่าเฟื่องฟูมากๆ 

ปี 2558 นี้ อันดับแรกที่คนทำเว็บต้องนึกถึงก็คือ Mobile ส่วนใหญ่คนซื้อมือถือมาเล่น LINE แต่เขาไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นเน็ตอยู่ เพราะคิดว่าเล่นเน็ตคือต้องเปิด browser

ตอนนี้คนทำเว็บต้องทำหน้าตาให้เหมาะกับมือถือ แต่ถ้าใครใช้ Wordpress มันจะแสดงผลเป็น Mobile ให้เลย แต่พวก banner ไม่ขึ้นนะ ตอนนี้คนเข้าเว็บผ่านมือถือเยอะขึ้น ในภาพน่าจะพอมองออกว่าเว็บปกติ (Standard) แสดงผลเล็กมากจนต้องถ่างจอขยาย ส่วนเว็บแบบ Mobile อ่านง่าย ส่วนใหญ่จึงต้องเน้น Mobile Web เพื่อให้คนเข้ามือถือ เข้าชม อ่านง่าย ถ้าเว็บไม่รองรับ Mobile ก็จะแสดงผลเป็น Desktop ปกติ หน้าจอมือถือเล็ก ก็ต้องถ่างหน้าจอให้ขยายใหญ่ขึ้น ที่นี้คนอ่านขี้เกียจถ่างจอก็ปิดไปเลย ไม่ดูเว็บแล้ว

หากเทียบกับปีก่อนๆ เอะอะก็ทำแอพ ทำแอพ รอบนี้ ต้องทำ Mobile Site แล้วล่ะ ทำให้มี 3 อย่างตอนนี้คือ เว็บปกติ (Desktop) เว็บ Mobile และ App จริงๆเว็บมีการทำ Responsive ด้วย

คือจะปรับขนาดเว็บ ขยาย หรือย่อ ตามขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ที่ใช้งาน ทำให้ตอนนี้คนที่คิดจะทำเว็บ ทำให้รองรับ Mobile ก่อนเถอะ สมัยนี้ไม่มีใครจด URL ไปเข้าบนคอมแล้ว ส่วนใหญ่เจอโฆษณาจะกดเข้าดูบนมือถือนั่นแหล่ะ ที่นี้การเข้าถึงผ่าน Mobile จะทำให้เรารู้ location ว่าผู้ชม เข้าถึงจากที่ไหน จังหวัดอะไร เขต (อำเภออะไร) ประเทศไหน  

จริงๆแล้ว location เอามาใช้ในการโฆษณาได้เยอะมาก แม้แต่การโฆษณาบน Facebook คนไปเที่ยว เปิด Facebook แท็กโลโคชั่น ก็แสดงผลโฆษณาที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม

คนทำ Content เองก็ต้องปรับตัว ทั้งคนดูแลเพจ คนทำ Facebook ก็ต้องปรับ Content ให้น่าสนใจ คนกด like, comment, share ต่อ

ถ้าสังเกต จะเห็น Facebook ของเว็บต่างๆ ทำภาพเพื่อให้ Headline น่าสนใจ ชวนกดเข้าไปอ่าน มากกว่าตัวหนังสือ

นอกจากนี้ยังมีการดึงคนเข้าเว็บ โดยใช้ API เอาสิ่งที่คนอยากรู้ เช่น ราคาน้ำมันก็แปะ บางเว็บก็เอา Speed Test มาแปะ ทำให้คนเข้าเว็บมาอัพเดตสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ ตอนนี้เว็บ อยู่เดี่ยวๆไม่ได้แล้ว ต้องมี API ให้คนแชร์ต่อ บอกต่อ

มองเรื่องเว็บ ก็ต้องมองเรื่อง Banner ตอนนี้ไม่ใช่แค่แบนเนอร์บนเว็บ แต่เป็นแบนเนอร์ที่ใช้บน Mobile, Facebook, Social Media, Thumbnails กำหนดขนาดให้กับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ

ถ้าคุณคลุกคลีบน Social Media จะรู้ว่า รูปบน Social Media จะถูก Crop เช่น การแชร์ Link เว็บบน Facebook รูปจะถูกครอปให้เล็กลง หากต้องการให้รูปยังสวย องค์ประกอบครบถ้วนก็ต้องทำรูปให้เหมาะสม เพราะเวลาคนแชร์ จะดึงภาพไปแสดงบน Facebook ของเขา

หากคนไหนดูแล Social Media ของแบรนด์ ตอนนี้น่าจะได้ใช้ Social Media Monitoring Tools กันบ้างแล้ว ใครพูดถึงแบรนด์บน Social Media บ้าง เค้าไม่ได้ tag ไม่ได้ mention เรา โพสลอยๆ ชื่อแบรนด์ เรา track ติดตาม และตอบโต้กับลูกค้า (ดูแลลูกค้า) ได้

ตอนนี้สังเกตไหมว่า เวลาเรากดเข้าไปดูอะไรบนเว็บ เช่น lazada, cdiscount หาที่พัก ท่องเที่ยว พอปิดเว็บ หรือสลับหน้าจอไปดู Facebook มันจะหลอกหลอนเราบน Facebook ลองดูไหมล่ะ

มาต่อกันที่ E-Commerce ก็คงจะเป็นเรื่องของการจัดส่ง และการชำระเงิน แอพธนาคารก็ออกมารองรับเยอะขึ้น ส่วนเรื่องการจ่ายเงิน Cash On Delivery คือการจ่ายเงินเมื่อเห็นสินค้า หมดปัญหา ไม่ต้องกังวล ตัดบัตรแล้วไม่ได้รับสินค้า

ลืม E-Mail Marketing ไปหรือยังครับ ตอนนี้มันกำลังกลับมา คือการทำ CRM กับลูกค้านั่นเอง ไม่ต้องมองที่ไหนไกล Cdiscount, Lazada เว็บ E-Commerce ต่างๆ มีอีเมล์ทุกวัน เหมือนเว็บดีล ก่อนหน้านี้ ที่มาก็คาดกันว่า Facebook Reach ลดลงเรื่อยๆ ต้องซื้อ Ad ดังนั้น Email Marketing จึงกลับมาอีกครั้ง เพราะมองว่าไม่มีค่าใช้จ่าย มีคนสมัครรับข่าวสารอยู่แล้ว แต่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ลูกค้าใช้บริการอยู่จริงๆ ไม่ใช่การหว่าน เปลี่ยนจากคิดพาดหัว Facebook มาเป็นพาดหัว Email Marketing แทน สังเกตไหม เราเช็กเมล์ตอนนี้ เมล์เยอะมาก แต่ถ้าหัวข้อน่าสนใจ เราก็กดเข้าไปดู

Email Marketing ตอนนี้ไม่ใช่เมล์ขยะแล้ว เพราะเจาะจงส่งหาคนไม่เกิน 5 คน ไม่ได้ส่งหว่าน ไม่ได้ส่ง Auto แต่เลือกกลุ่มลูกค้าส่งให้ตรงเป้าหมาย ข้อความก็คัดมาแล้วเป็นแบบคนพูด ไม่ใช่ Robot

แนะนำเว็บ http://chrisbrogan.com สอนการเขียนคำให้เป็นคน ไม่ใช่ Robot ทำให้น่าสนใจและคนกดเข้าไปอ่าน ไม่ใช่กด Mark as Read หรือลบทิ้ง

อีกประเด็นคือการถ่ายภาพ วีดีโอ คนที่กำลังประสบอุบัติเหตุ หรือกำลังจะตาย ไม่เข้าไปช่วย แต่ถ่ายไว้ก่อน ดังนั้น Content ที่ทำให้คนแชร์ ต้องไม่ทำร้ายสังคม ไม่แชร์เพราะความสะใจ คนกำลังจะตาย แชร์แล้วได้ like, share, comment แต่มันไม่โอเค

นอกจากนี้มีการคุยเรื่อง Opensoure, Joomla และ E-Book 18+ ที่คนไทยซื้อ แต่ E-Book ปกติ คนไม่ซื้อ ส่วนคนทำเว็บ ถ้าใช้ CMS ก็ซื้อ Theme ได้ ถ้าออกแบบไม่เป็น ยิ่งขายสินค้าออนไลน์ รูปสินค้าต้องสวย สีตรงกับสีสินค้าจริง เสื้อก็ควรให้คนใส่ มากกว่าใช้หุ่นใส่ ตรงนี้แหล่ะ วีดีโอ และรีวิว จะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจซื้อของคนช้อปออนไลน์ 

พูดถึงรีวิว ต้องพูดต่อเรื่อง Blogger มีทั้งหน้าตาดี และมีความเชี่ยวชาญ แล้วก็มี Net Idol ตอนหลัง Net Idol กลายเป็นแง่ลบไปแล้ว โดย blogger หน้าตาดีจะเป็นคล้ายๆดาราหรือ Net Idol แต่ผู้เชี่ยวชาญจะมีคนติดตามเฉพาะกลุ่ม คนติดตามน้อยกว่า แต่อยากรู้ลึกจริงๆ

เด็ก หรือ blogger ที่แกะกล่องของเล่น ไม่ได้รีวิว แต่แกะกล่องให้ดู คนดูเยอะมาก รายได้มหาศาลต่อปี แถมตอนนี้ คนอ่าน blog น้อยลง อ่านบน Social เยอะขึ้น บางคนไม่ได้เขียน blog ไม่มี blog ด้วยซ้ำ แต่เขียนบน Social Media แทน

สุดท้ายคือนอกจาก Social Media อย่าง Facebook แล้ว Twitter, Instagram ก็ต้องขยันขยับเช่นกัน คำคม ดราม่า เกาหลี ต้อง Twitter เท่านั้น

ปิดท้ายด้วยการพูดถึงเว็บแนว Product Compare ยังมีน้อย แต่คาดว่าจะมีอีกเยอะ Display Ad แสดงผลตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น Baidu ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการเสวนา จริงๆเขาทำมาอาจไม่เหมาะกับเรา จริงๆ Hao123 เป็น Web Portal แต่ไม่เหมาะกับไทย อารมณ์ของ Web Portal สำหรับผู้ใช้เน็ตมือใหม่ เหมือนคนเล่นเน็ตใหม่สมัยก่อนที่เข้า Sanook! Mthai Kapook นั่นแหล่ะ

ปิดท้ายด้วยการแสดง Identity ตัวตนของผู้ใช้เน็ต เหมือนที่คนเล่น Facebook โดนบังคับเปลี่ยนเป็นชื่อ นามสกุลจริง ส่วน LINE ก็มีปลอมเยอะ WhatsApp ใช้เบอร์มือถือผูก ตัวตนจริงๆไม่มีปลอม ส่งท้ายด้วย VDO Content ที่โตตาม 3G / 4G / Wi-Fi

บทความนี้ เขียนจากการติดตามแท็ก #Webpresso บน Twitter

Share this Article: