วิเคราะห์ : กรณี Sprint รวมกิจการ T-Moblie ดีลใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ หากทำ 5G เจ้าหนี้เตรียมฟ้องล้มละลาย

ล่าสุด T-Mobile และ Sprint ได้มีการประกาศทางเว็บไซต์ ระบุถึง #5GforAll จะพัฒนา 5G ให้มีพื้นที่การให้บริการที่กว้างไกลที่สุด ซึ่งจะมีการนำคลื่นของ Sprint ความถี่ 2500 MHz และ T-Mobile 600 MHz มาให้บริการ 5G ที่เร็วที่สุด ลึกที่สุด ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเพียง 15 เท่านั้น ภายในปี 2567 ซึ่งเร็วกว่าการให้บริการ 4G เป็น 100 เท่า

ซึ่ง AT&T และ Verizon จะไม่สามารถตามได้ทัน เนื่องจากแผนการให้บริการ 5G ในปัจจุบันให้บริการในพื้นที่เฉพาะจุด และทั้ง 2 ผู้ให้บริการติดตั้งโครงข่าย 4G ใช้ระยะเวลานานมากกว่า 10 ปี และยังใช้คลื่นความถี่ชนิด (คลื่นมิลลิเมตร) มีขนานความกว้างเพียง 2,000 ฟุต จากไซต์เซลล์ เท่านั้น ทำให้เป็นไปไม่ได้ในการให้บริการ 5G




 
SoftBank รู้ตัว ทำ 5G เมื่อไร เจ้าหนี้เตรียมฟ้องล้มละลาย : The Japan News , Afr
 
Masayoshi Son ผู้บริหารใหญ่ของทาง SoftBank Group Corp ระบุว่า ข้อเสนอในการรวมกิจการของทาง SoftBank กับ T-Mobile US Inc. ของ Deutsche Telekom AG เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าของตลาดโทรคมนาคมของประเทศสหรัฐฯ มีมูลค่า 80,000 ล้านเหรียญ


 
โดย SoftBank จะเป็นผู้ถือหุ้นใน T-Moblie เฉพาะประเทศสหรัฐอยู่ที่ 27% และ Deutsche Telekom จะถือหุ้นอยู่ที่ 42% ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในT-Moblie เฉพาะประเทศสหรัฐ มีสิทธิ์ออกเสียงและการควบคุมการแต่งตั้งคณะกรรมการ
 
ซึ่งเหตุการณ์ไม่เหมือนในอดีตในปี 2014 เมื่อ Sprint มีขนาดใหญ่กว่า T-Mobile แต่ตอนนี้ตำแหน่งอยู่ท้ายตารางของผู้ให้บริการนั้น ทำให้ยากต่อการเจรจา แต่ก็ยังคงทำสำเร็จในวินาทีสุดท้ายในเดือน พฤศจิกายน 2560
 
ด้วยงบประมาณที่ SoftBank ทำให้ Sprint สร้างโครงข่ายใหม่ๆ 4G และ 5G ในการให้บริการโทรคมนาคมเป็นเรื่องที่ยาก ที่ผ่านมาตลาดเริ่มอิ่มตัว แต่ Sprint ยังคงขาดเงินในการลงทุนโครงข่ายใหม่ๆเป็นจำนวน 32,000 ล้านเหรียญ
 
แต่การรวมกันไปอยู่ในเครือข่าย T-Mobile ภายใต้การบริหารของ John Legere จะทำให้ในสถานการณ์ของ Sprint ดีขึ้น ทั้งเรื่องการปรับปรุงโครงข่ายและการบริการลูกค้าที่ดีกว่าเดิม
 
สำหรับการค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรวมกิจการถือเป็นความลับ
 
ดีลนี้จะมีมูลค่าประมาณ 43 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอีก ประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์เป็นเรื่องของภาษี ซึ่งยังไม่รวมการหักหนี้สินของ Sprint จำนวน 15.8 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเงินที่เหลือทั้งหมดจะนำไปลงทุนโครงข่าย 5G ที่ประเทศญี่ปุ่น
 
ที่ผ่านมาการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นใน Sprint มีจำนวนลดลง วันใดที่โครงข่ายตัดสินใจในการลงทุนสร้างโครงข่าย 5G เกิดขึ้น วันนั้นเจ้าหนี้ของ Sprint จะทำการยื่นล้มละลายในทันที




 
การรวมตัวกันครั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดในมุมมองของ The New York Times
 
การควบรวมกิจการระหว่าง T-Mobile และ Sprint โดยใช้ชื่อผู้ให้บริการ T-Moblie ( ซึ่งเป็นชื่อเดิม ) จะทำให้มีลูกค้ารวมกันสูงถึง 100 ล้านราย
 
ซึ่งราคาของผู้ใช้บริการของทั้ง 2 ผู้ให้บริการนั้นยังคงเป็นอัตราเดิม ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องออกมาตรวจสอบเรื่องราคา
 
หากย้อนดูในอดีต สิงหาคม พ.ศ. 2559 T-Mobile เป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ให้บริการ Internet แบบไม่จำกัดDATA และการส่งข้อความเสียงเป็นรายแรก ซึ่งในวันถัดมาทาง Sprint ต้องทำ Promotion ตามทันที หลังจากนั้นเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ทาง Verizon และ AT&T จึงเริ่มทำ Promotion คล้ายกัน
 
ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ใช้บริการเนื่องจาก ราคาการใช้งานโทรคมนาคมมีอัตราที่ลดลง 13% ตั้งแต่เดือนเดือนมีนาคม 2016 ถึงมีนาคม 2017 ( เป็นข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน​ )
 
T-Mobile ยังทำให้ผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นในการใช้บริการโทรคมนาคมมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2014 ทั้งยอมให้มีการคืนสัญญาระยะยาวได้, ปลดล็อกเครื่องสมาร์ทโฟนให้สามารถใช้งานข้ามโครงข่ายได้, ยกเลิกค่าธรรมเนียมโรมมิ่งในแคนาดาและเม็กซิโก


 
ซึ่ง T-Mobile ถือเป็น "maverick" กบฏในวงการโทรคมนาคม ซึ่ง Sprint ก็ทำตามนโยบายเดียวกัน
 
ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ
 
1. มีรายได้ต่อเลขหมายอยู่ในระดับปานกลางและมีงบประมาณที่จำกัดทั้งคู่
 
2. อาจเกิดการฟ้องร้องอย่างในอดีต จากหน่วยงานของรัฐด้านการผู้ขาด ได้ฟ้องกระทรวงยุติธรรมในเรื่องการควบรวมกิจการระหว่าง AT&T กับ T-Mobile ในปี 2554
 
3. การบริหารสำนักงานใหญ่ทั้ง 2 ที่ สำนักงาน T-Mobile ใน Bellevue และ Sprint ใน Overland Park ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรที่มีความแตกต่างกัน ในสายตาของผู้บริโภคนั้น Sprint มักล้าหลังคู่แข่งแต่ T-Mobile ถือเป็นกบฏในวงการโทรคมนาคม
 
4. เกิดปัญหาทางเทคนิคเมื่อรวมเครือข่าย เนื่องจากพื้นที่ในการให้บริการมีความแต่ต่างกันและมีคลื่นการให้บริการที่มีความแตกต่างกัน
 
5. การให้บริการข้ามแดนนั้น นโยบายของทางบริษัททั้ง 2 จะมีความแตกต่างกันหรือไม่ ในมุมมองการใช้งานต่างโครงข่ายในต่างประเทศ ทั้งเรื่องการเสอนเครื่องและอัตราการเรียกเก็บค่าใช้บริการ


 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศเยอรมัน ยืนยัน Deutsche Telekom หรือผู้ให้บริการ T-Mobile ในประเทศเยอรมัน ยังคงลงทุน 5 พันล้านยูโรต่อปี ในการขยายบริการบรอดแบนด์เพื่อให้บริการทั้งประเทศ โดยจะไม่มีการตัดทอนใดๆ




T-Mobile และ Sprint สามารถทำรายได้รวม 26.5 พันล้านเหรียญ
 
billboard เชื่อ T-Mobile และ Sprint จะสามารถทำรายได้รวม 26.5 พันล้านเหรียญ ทำให้มีลูกค้าประมาณ 127 ล้านราย มีขนาดใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Verizon และ AT&T

ขอมูลจาก 

เรียบเรียง  @MAGAWN19
Share this Article:

ADVERTISMENT