มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วางใจ Cisco เป็น Core Network และ WLAN Solution

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วางใจใช้ ซิสโก้เป็นเครือข่ายหลัก (Core Network) และโซลูชั่นไวร์เลสของซิสโก้ รองรับการเรียนการสอนแบบโมบิลิตี้ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย เปลี่ยนผ่านรูปแบบการเรียนการสอน เป็น “Digital University” เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ติดตั้ง เครือข่ายหลัก (core network), โซลูชั่นไวร์เลสและ โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยของซิสโก้ ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในมหาวิทยาลัย บรรลุเป้าหมายในการเป็น ‘Digital University’ ตอบรับการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่การเรียนรู้ และติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆจะผ่านสมาร์ทดีไวซ์ 

 

เนื่องด้วยความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นของนักศึกษา และบุคลากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมองหาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่พร้อมรองรับการทำงานในอนาคตแทนระบบ ATM (หรือ Asynchronous Transfer Mode ) รูปแบบเดิม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอที เลือกใช้เทคโนโลยี กิกะบิต อีเธอร์เน็ต (Gigabit Ethernet) ของซิสโก้มาเป็นระบบเครือข่ายหลักของทางมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการติดตั้งโครงข่ายอีเทอร์เน็ต 10 กิกะบิต และโซลูชั่นไวร์เลส เพื่อให้นักศึกษา และบุคลากร สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพบนทุกอุปกรณ์ โดยปัจจุบันเครือข่ายไวร์เลสของมหาวิทยาลัยสามารถรองรับการทำงานของดีไวซ์ไม่ต่ำกว่า 100,000 เครื่อง และแต่ละแอคเค้าท์สามารถรองรับการใช้งานดีไวซ์ได้ถึง 5 เครื่อง โดยที่สามารถใช้งานได้พร้อมๆกัน

 

 

สำหรับระบบการรักษาความปลอดภัย ทางมหาวิทยาลัยเลือกโซลูชั่นรักษาความปลอดภัย Cisco Email Security โดยทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการจัดการทุกปัญหาของอีเมล ไม่ว่าจะเป็นการลดข้อความสแปมที่ไม่ต้องการ การตรวจสอบแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีระบบอัพเดตข้อมูลสแปมและไวรัสอัตโนมัติ รวมถึงความสามารถในการป้องกันปัญหาการโจมตีในรูปแบบต่างๆ และระบบจัดการอีเมลที่ช่วยให้การใช้งานอีเมลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดคิวการรับส่งอีเมล การรับมือกับเมลที่ถูกตีกลับ และการบริหารการเชื่อมต่อในระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพื้นฐานของอีเมล  ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในช่วงที่มีการแพร่กระจายของไวรัสหรือการโจมตีของสแปม จึงช่วยให้มหาวิทยาลัยประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์  พลังงานที่ใช้  แบนด์วิดธ์ของระบบ รวมถึงประหยัดเวลาของผู้ดูแลระบบไอที

 

 

อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้นำ Cisco Intrusion Prevention System (Cisco IPS) มาใช้ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นระบบการป้องกันการบุกรุกระบบเครือข่าย มอนิเตอร์ภัยคุกคามต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบ และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน สามารถรู้ลำดับของเหตุการณ์ของระบบที่เกิดจากการโจมตีได้ล่วงหน้า ระบุแนวโน้มของภัยคุกคามและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว โดย Cisco IPS ทำหน้าที่มอนิเตอร์ทราฟฟิกเครือข่าย ซึ่งการเจาะระบบอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้แล้ว Cisco IPS จะทำการตอบโต้ได้ทันที โดยจะช่วยป้องกันการโจมตีที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่ในระบบเครือข่ายและระบบปฏิบัติการ และป้องกันการโจมตีจาก Virus หรือ Worm ได้แบบอัตโนมัติ ทำให้กระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น มหาวิทยาลัยยังสามารถเพิ่มแบนด์วิธในการรองรับแอพพลิเคชั่นการเรียนการสอน จัดการเวิร์กโหลดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีปัญหา เนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยในการป้องกันปัญหาการโจมตี ทั้งภายใน และภายนอกเต็มรูปแบบ

 


 

 

การอัพเกรดเทคโนโลยีช่วยให้ผู้ใช้กว่า 50,000 คน ประกอบด้วย นักศึกษากว่า 37,000 คน บุคลากรกว่า 11,300 คน ใน 22 คณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายไร้สายที่ปลอดภัยและปรับขนาดอย่างยืดหยุ่น ผ่านแอ็คเซสพอยต์ประมาณ 2,700 จุด บนความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขนาด 5 Gbps ครอบคลุมทุกหน่วยงานทั้งในส่วนวิชาการ และส่วนสนับสนุน ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีไวร์เลส แอ็คเซส มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของภาคเหนือ และอันดับสองของประเทศ นักศึกษา และบุคลากรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 

 

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มพัฒนาการเป็น Digital University โดยเฟสแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเฟสแรกนี้รวมถึง การพัฒนาระบบเครือข่ายไร้สาย, โมบายล์เซอร์วิส, พัฒนาการระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารด้วย Business Intelligence เพื่อให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถใช้เพื่อการวางแผน การตัดสินใจจากข้อมูล คาดการณ์แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง และแม่นยำ, Smart Learning & Smart Classroom, Digital Literacy โดยเป็นไปอย่างราบรื่น และคาดว่าจะเริ่มเฟสสอง ภายในปี 2559 เพื่อให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นต้นแบบแห่งการใช้ชีวิตแบบดิจิตอล

 

 

 

 

 รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสผู้อำนวยการสำนักบริการเทคโนโลยสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เรารู้สึกพอใจกับความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญของซิสโก้ รวมถึงการบริการที่ฉับไวให้กับบุคลากรของเรา โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีประสิทธิภาพ เครือข่ายไร้สายสมรรถนะสูง และระบบการรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ช่วยให้เราสามารถดำเนินงานโครงการด้านไอทีที่เพิ่มขึ้น ได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นด้าน Digital Infrastructure, Digital Learning, Digital Administration, Digital Students and Staffs และ Digital Security เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยบรรลุเป้าหมายในการเป็น ‘Digital University’ อย่างสมบูรณ์แบบ

 

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อว่าโซลูชั่นที่ทำงานร่วมกันจากซิสโก้ จะช่วยสนับสนุนให้เราเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่การเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีขีดจำกัด เราหวังว่าการลงทุนด้านไอที และการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เข้ากับยุค Internet of Everything จะทำให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถติด 50 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า

 

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้ กล่าวว่า โลกการศึกษากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์โมบายล์ และความพร้อมของเครือข่ายไวร์เลสที่แพร่หลาย ทำให้ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนด้านการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อม และความรู้ให้กับนักเรียนเพื่อได้งานที่ดี เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

 

 

 

 

Share this Article: