ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล หวั่นเสี่ยง 4G แย่งตลาดคนดูหันไปเสพย์สตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น

ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล เตรียมยื่นหนังสือเรียกร้อง คสช.ก่อนจ่ายเงินงวด 3 พ.ค.นี้ หลัง กสทช.ทำงานไม่คืบ หวั่นมี 4G คนแห่ดูสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น ตลาดทีวีดิจิตอลเสี่ยงสูง จับตา 2 ปีต้องเร่งหาทางออกแพลตฟอร์มใหม่

เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท  บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด หรือ ช่อง PPTV HD กล่าวภายหลังการเสวนาชิงวิชาการ 2ปี "ทีวีดิจิตอลไทย เดินหน้าอย่างไรให้ถึงฝั่งฝัน" ว่า  ตอนนี้กำลังรวบรวมรายละเอียดข้อปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล เพื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะถึงกำหนดเวลาการชำระเงินประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลงวดที่ 3 ในเดือนพ.ค.2559นี้ เนื่องจากการทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างล่าช้าและไม่มีความคืบหน้า ซึ่งแน่นอนว่าถ้าถึงช่วงที่ต้องจ่ายเงินแล้วไม่มีการผ่อนผันหรือชะลอเวลาการจ่ายให้นั้น ต้องมีช่องรายการที่ไปต่อไม่ได้ อาจจ่ายเงินให้จบไปแล้วเลิกกิจการ แต่ผลกระทบที่ตามมานอกจากภาระกับธนาคารแล้ว พนักงานจำนวนหลายร้อยจะถูกเลิกจ้างแน่นอน

ทั้งนี้ มองว่า 2 ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนผ่านให้ผู้ชมเข้าถึงทีวีดิจิตอลนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะมีการแจกคูปองเพื่อสนับสนุนไปหลายล้านครัวเรือน แต่ด้วยเมื่อติดกล่องแล้วบางพื้นที่ก็ยังดูไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาดาวเทียม-เคเบิ้ลอยู่ดี และที่สำคัญต่อไปจากนี้อีก 2 ปีต้องจับตาดูให้ดีว่าการดูทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต หรือการสตรีมมิ่งนั้น จะเห็นชัดขึ้น โดยเชื่อว่าภายในปีนี้ที่ 4G มีการวางโครงข่ายครอบคลุมทั่วแล้ว จะยิ่งทำให้เกิดแพลตฟอร์มในการเข้าดูทีวีมากขึ้น ดังนั้นหน่วยานที่รับผิดชอบตองเตรียมรับมือกับเรื่องนี้ด้วย

ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด หรือ ไทยรัฐทีวี กล่าวว่า ตอนแรกคาดการณ์กันว่า ทีวีดิจิตอลจะคืนทุนกลับมาภายใน 3-5 ปี แต่ตอนนี้หลัง 7 ปีไปแล้ว จะได้คืนทุนกลับมา คนทำทีวีต้องจ่ายเงินค่างวดให้ กสทช.ทุกปี แต่รายได้ที่เกิดขึ้นต่ำกว่ารายจ่าย ก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะพยุงช่องรายการให้อยู่รอดไปได้ แต่ระหว่างทางที่ผ่านมา 2 ปี กสทช.มีเงื่อนไขและประกาศออกมากำกับดูแลอย่างเข้มงวดและละเอียดมาก ทำให้การประกอบกิจการมีอุปสรรคเกิดขึ้น ซึ่งมองว่าผลต่างๆนี้ เกิดจากต้นทางตั้งแต่แรกที่กสทช.กำหนด จึงอยากให้มีการทบทวนแผนแม่บทตั้งแต่ต้น

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช. กล่าวว่า ยอมรับว่าโครงสร้างตอนแรกในการออกแบบทีวีดิจิตอลยั้นมีจุดด้อยและปัญหาจริง แต่ในหลายๆ เรื่องนั้นก็เกิดจากผู้ประกอบการเอกชนเองมีความต้องการ ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนมีการออกประกาศประมูลนั้น กสทช.มีการถกกันอย่างละเอียดเรื่อง 1 บริษัท สามารถเข้าประมูลเพื่อถือครองใบอนุญาตได้กี่ใบ แรกเริ่มนั้นต้องการให้มี 1 บริษัท ต่อ 1 ใบอนุญาต แต่ข้อเสนอนี้ก็ตกไป เพราะเหตุผลที่ไม่ต้องการปิดกั้นผู้ประกอบการและการแข่งขันในตลาด แต่ตอนนี้เห็นชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่มีปัญหาและได้รับผลกระทบนั้นเป็นบริษัทที่มี 2 ใบอนุญาต เพราะแบกรับภาระและการแข่งขันในตลาดไม่ไหว

อีกทั้งหากตอนนั้นกสทช.ให้มีช่องความคมชัดสูง หรือ HD มีเพียง 4 ช่องนั้น การแข่งขันและราคาในการประมูลจะสูงกว่า 3,000 ล้านบาทแน่นอน แต่การี่มีการขยายช่อง HD ให้มีถึง 7 ช่องนั้น ทำให้มีรายใหม่เข้ามาคว้าใบอนุญาตได้ด้วย ลดการแข่งขันที่รุนแรงลง เพราะหากมี 4 ช่องHD จะทำให้มีแต่รายเดิมที่เป็นอนาล็อกได้ไป ซึ่งการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผู้ประกอบการเองก็เรียกร้องให้มี 7 ช่อง แต่มาตอนนี้ช่องที่เป็นHD มีปัญหาในการแบกรับรายจ่ายเรื่องโครงข่าย หรือ มักซ์ (MUX)

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า ในตลาดทีวีตอนนี้จำนวนช่องที่มีมากขึ้นถึง 24 ช่อง ทำให้เกิดการแข่งขันและต้องลงทุนกันมากขึ้นกว่าเดิม ตนมองว่าในปีที่ 3 ของการทำดิจิตอลทีวีจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก และภายใน 5 ปีข้างนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่ากลุ่มช่องรายการเด็ก เยาวชนและครอบครัว จะเป็นกลุ่มแรกที่หายไปก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่มีการทำตลาด เนื้อหาของรายการก็ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร และกลุ่มต่อมาที่จะค่อยๆ ทยอยหายไปคือกลุ่มช่องข่าวสารสาระ ซึ่งคาดการณ์ว่าจำนวนช่องที่เหมาะสมอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนั้น ควรมีเพียง 12 ช่องรายการ

อีกทั้ง ต่อไปการดูทีวีผ่านการสตรีมมิ่งบนอินเตอร์เน็ตที่ผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างมากตอนนี้ ซึ่งในอนาคตหากพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปจากดูทีวีปกติไปดูสตรีมมิ่งอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ตลาดนี้โตขึ้น จะทำให้เสี่ยงกับการเติบโตของทีวีดิจิตอลเป็นอย่างมาก ดังนั้น เอเยนซี่และช่องรายการเองต้องมีการปรับตัวรับมือถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ตนขอเสนอว่า กสทช.ต้องมีแผนเยียวยาสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้ช่องรายการได้รับผลกระทบมากนัก อาจเป็นการให้หลายช่องมาร่วมกันเป็นจ้อยซ์เวนเจอร์กัน หรือ ยืดหยุ่นให้หลายๆ ผู้ประกอบการทำงานร่วมกันได้

สิริอร เชิญพิพัฒน์ กรรมการสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อสารมวลชน กล่าวว่า ในมุมของเอเยนซี่นั้น ตอนนี้ทุ่มเม็ดเงินไปที่ทีวีอยู่ก็จริง แต่ในส่วนออนไลน์ก็มีการทุ่มเงินไปจำนวนมากเช่นกัน ตนมองว่าอีก 2 ปีต่อจากนี้ทีวีดิจิตอลที่ทุกคนเข้าไปแย่งกันประมูลมานั้นอาจจะไม่มีค่าแล้วก็เป็นได้ เพระพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป คนดูย้อนหลังในละครมากขึ้น แล้วเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวันจะเข้ามาแทนที่แพลตฟอร์มเดิมของการดูทีวีบนจออย่างเดียว

Share this Article:

ADVERTISMENT