บริษัทวิจัยฯ คาดไทยจัดงานไอทียู เทเลคอม เวิร์ล 2016 เงินสะพัด 4 วันกว่า 700 ลบ.

บริษัทวิจัยฯ คาดไทยจัดงานไอทียู เทเลคอม เวิร์ล 2016 เงินสะพัด 4 วันกว่า 700 ล้านบาท  ด้าน "ฮูลิน ซาว" เลขาไอทียู เผยไทยน่าสนใจ ยกระดับการพัฒนาด้านไอซีที จากอันดับ 94 เป็น 74 ใน 5 ปี ขณะที่ "ประจิน" ย้ำภายในปี 61 ปรับอันดับขึ้นเป็นที่ 72 แน่นอน

 

แหล่งข่าวรายงาน บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจ ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน คาดการณ์ว่า การจัดงาน "ไอทียู เทเลคอม เวิร์ล 2016" (ITU Telecom World 2016) ระหว่างวันที่ 14-17 พ.ย.2559 ที่อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 25,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติจากทั่วโลก 40% และ60% เป็นชาวไทย หรือชาวต่างชาติที่อาศัยถาวรในประเทศ

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะมีเงินสะพัดจากการใช้จ่าย ค่าที่พัก ที่เกิดขึ้นจากงานนี้ ไม่น้อยกว่า 715.2 ล้านบาท และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 299.8 ล้านบาท รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีจากการจัดงานได้ถึง 22.3 ล้านบาทและจำนวนการจ้างงาน 1,529 งาน

 

อีกทั้ง ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน ยังมองว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการจัดงานจะสามารถสร้างผลในเชิงตัวเลขต่อเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลขที่ประมาณการณ์ไว้ในเบื้องต้น รวมถึงการสร้างผลกระทบทางสังคม และประเทศไทยและผู้จัดงาน จะสามารถทราบถึงจุดแข็งและโอกาส เพื่อประโยชน์ในการจัดงานนี้อีกครั้งในอนาคตต่อไป

พล.อ.อ. ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี  กล่าวว่า สำหรับงานนี้ มีตัวแทนจากบริษัทและนักวิชาการต่างประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วกว่า 100 ราย และมีผู้นำระดับรัฐมนตรีจาก 40 ประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนและบันทึกข้อตกลงร่วมกันในเรื่องต่างๆ  

 

อีกทั้ง ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปีพ.ศ.2561 ไทยจะสามารถเลื่อนอันดับของไอทียู ด้านดัชนีชี้วัดการพัฒนาไอซีที (ITU Ranking ) ที่จัดอันดับจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ อยู่ที่อันดับ 74 เลื่อนขึ้นเป็นอันดับ 72 ได้อย่างแน่นอน เพราะเชื่อมันในแผนนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นสร้างการเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยี

       

ฮูลิน ซาว (Hulin Zhao) เลขาธิการ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กล่าวว่า การเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานในปีนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่สร้างความน่าสนใจในการพัฒนาด้านโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 ปี สามารถยกระดับอันดับแบบก้าวกระโดดจาก พ.ศ. 2554 อยู่อันดับ 92 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 74 ในปี พ.ศ.2558 จึงต้องการให้แต่ละประเทศได้มาสัมผัส

 

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช. ) กล่าวว่า การเลื่อนอันดับขั้นที่ผ่านมานั้น เกิดจากที่ประเทศได้ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรคลื่นความถี่จากระบบสัมประทานมาเป็นประมูลเพื่อเป็นระบบใบอนุญาต และการเข้าถึงของประชาชนมีมากขึ้นหลังจากมีบริการ 3G และ4G

 

 

ทั้งนี้ กสทช.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจหรือ เอ็มโอยู (MOU) กับ บิกม่า (BICMA :Bhutan infocomm and media authority) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบในการบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรคมนาคม

อีกทั้ง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ เอ็มโอซี  (MOC) กับกระทรวงเอ็มไอซี  (MIC) ของญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและให้มีการแลกเปลี่ยนด้านบริหารคลื่นความถี่ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือการสื่อสารทางโทรศัพท์เคลื่อนที่

 

สำหรับความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยสนับสนุนนโยบายด้านการกำกับดูแลและการดำเนินงานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม รวมถึงสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  และสนองนโยบายไทยแลนด์  4.0 ของรัฐบาล

 

Share this Article: