บทความ สตอเรจแห่งอนาคต ความเชื่อมโยงของไฮเปอร์-คอนเวอร์เจนซ์ กับ เว็บ-สเกล

เรื่องของ Storage นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่ง Nutanix ได้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยี ไฮเปอร์ คอนเวอร์เจนซ์ กับ เว็บ สเกล

 

 

ระบบต่าง ๆ เป็น ไฮเปอร์คอนเวอร์จ กำลังพูดถึงอย่างวงกว้างและบางครั้งผู้ผลิต Storage รายใหญ่กำลังพูดถึงระบบที่มีการรวมร่างระหว่างประมวลผลและ Storage รวมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานที่นูเทนิกซ์ได้เคยนำเสนอเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

 

 

ไฮเปอร์-คอนเวอร์เจนซ์ มีความแตกต่างจาก Solution ดั้งเดิมแบบ 3 ระดับ ซึ่งมีการแพร่หลายในด้าน Data Center ทุกวันนี้ ไฮเปอร์-คอนเวอร์เจนซ์ ยังคงเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสำหรับโครงสร้าง ICT รวมถึงการประมวลผลและจัดเก็บ Server ขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไฮเปอร์-คอนเวอร์เจนซ์ ยังทำเป็นตัวกระจาย ในตัวเอง การสร้าง ไฮเปอร์-คอนเวอร์เจนซ์  ประกอบด้วย Server X86   โดยจะมีการใช้งาน Server ในหลาย ๆ ตัว และหลาย Node แล้วเชื่อมต่อกับ Network แบบมาตรฐานทั่วไป

สเกล-อัพ สตอเรจ ในสถาปัตยกรรมดั้งเดิมแบบสามระดับ

การกระจายงานของระบบไฮเปอร์-คอนเวอร์จ ต้องคำนึงถึงพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูลว่าทั้งในส่วนของข้อมูล และเมทาดาต้า (Metadata) จะถูกจัดเก็บและเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร   ในระบบสตอเรจแบบดั้งเดิมที่เป็น สเกล-อัพ (Scale-Up) นั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์จำนวนมากที่เชื่อมต่ออยู่ถัดจากชุดควบคุมการจัดเก็บข้อมูลคู่หนึ่ง (Controllers)  ตัวควบคุมเหล่านี้ทำหน้าที่จัดการกับข้อมูลที่ถูกเขียนและอ่านทั้งหมด ตลอดจนการดูแลจัดการงานด้านอื่นๆของสตอเรจ เช่น การขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน การบีบอัดข้อมูล และการทำสแน็ปชอต

ระบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ จะกระจายข้อมูลไปยังหลายๆ โหนด ซึ่งมีชุดควบคุมการจัดเก็บข้อมูลของใครของมัน จะเห็นได้ว่าเป็นการทำงานที่ตรงกันข้ามกับระบบแบบรวมศูนย์สตอเรจ  ที่การทำงานต้องพึ่งพาชุดควบคุมการจัดเก็บข้อมูลเพียงไม่กี่ตัว ยังผลให้เกิดข้อจำกัดในการขยายตัวในอนาคต และเป็นจุดที่ถ้าหากเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างกับเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากที่แชร์ใช้สตอเรจอยู่ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการนำสถาปัตยกรรมแบบเว็บ-สเกลเข้ามาใช้  บริษัทต่างๆ เช่น Facebook, Google และ Amazon ได้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสามารถในการเพิ่มทรัพยากรในโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการ โดยที่ระบบไม่หยุดชะงักเลย และสามารถบริหารจัดการงานที่เพิ่มมากขึ้นได้ ด้วยผู้ดูแลระบบเพียงไม่กี่คน ในการสร้างระบบแบบกระจายต่างๆ เหล่านี้ บริษัทที่กล่าวข้างต้นเป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการซื้อ การปรับใช้ การจัดการ และการปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของเว็บ-สเกล   หลักการของเว็บ-สเกล คือการทดลองและทดสอบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการสร้างระบบแบบกระจายอย่างเหมาะสม

 

 

สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อลูกค้าที่เป็นองค์กรด้านไอทีอย่างไร  ระบบไฮเปอร์-คอนเวอร์จต่างๆ มีความเฉพาะตัวและไม่เหมือนกัน  หากองค์กรกำลังมองหาระบบไฮเปอร์-คอนเวอร์จเพื่อใช้ลดความซับซ้อนของศูนย์ข้อมูลและปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร องค์กรต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโซลูชั่นที่เลือก

อีกสิ่งมีการคาดการณ์ Private Cloud ในระยะเวลา 5-10 ปี ซึ่งมีการคาดการณ์ ดังนี้

 

ฮาร์ดแวร์

 

 

ในเรื่องของ Cloud นั้นจะสามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากร Hardware รวมไปถึงบทบาทโครงสร้างพื้นฐานตัวเองพื้นฐาน Software Open Source มากขึ้น ทำให้ช่วยลดการผูกขาด Hardware ลงได้

 

 

ซอฟต์แวร์

 

สำหรับ Application ในการจัดการ Private Cloud นั้นจะถูกสร้างแบบ สเกล-เอ้าท์ ให้สามารถกับความไม่แน่นอนของลูกค้าได้มากขึ้นทำให้สามารถช่วยในเรื่องการตัดสินใจ นอจกากนี้ data center software นั้นจะได้รับการออกแบบและพัฒนาปรับความต้องการได้มากขึ้น รวมถึง เข้าถึงสภาพแวดล้อมของระบบ Cloud และการพัฒนา ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้มากขึ้น

 

 

การพัฒนาและการทำงานในองค์กร

 

จะมีการทำงานแบบที่สามารถจัดสรรคทั้งเรื่อง Network และ Public Cloud และมีความยืดหยุนในเรื่องของการให้บริการ ซึ่งรวมการทำงานแบบอัตโนมัติ และใช้งานง่าย เพื่อช่วยลดข้อจำกัดลงในการทำงานในแต่ละชิ้น ซึ่งจะเชื่อประสายการทำงานที่ดีและราบรื่นขึ้น ตรงกับอุตสาหกรรมเฉพาะ และความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจะมีความกังวลน้อยลง

 

 

 

 

Share this Article: