ทีโอที ทำแผนขอให้บริการคลื่น 900 MHz ต่อ หลังสิ้นสัมปทานกับเอไอเอส

รายงานจากแหล่งข่าว คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (10 ก.พ.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่มีพ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ในฐานะประธานกทค.มีวาระน่าจับตาหลายประเด็น อาทิ เกี่ยวกับคลื่นความถี่ 900 MHz

 

สืบเนื่องจาก บมจ.ทีโอที ทำแผนเป็นผู้ขอให้บริการใช้คลื่น 900 MHz จำนวน 17.5 MHz ต่อหลังจากที่บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนก.ย.นี้ และเรื่องการพิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการอนุญาต และเงื่อนไขการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งให้บริการดาวเทียมสื่อสาร ส่วนวาระเดิมที่น่าสนใจมีเรื่องที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ขอให้ กสทช. พิจารณาเพิ่มค่าปรับทางปกครอง กรณีที่ทีโอทีฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำชี้ขาดข้อพิพาทการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (access charge) ซึ่งมีประเด็นข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า สำนักงาน กสทช. มีอำนาจในการสั่งเพิ่มค่าปรับหรือไม่
 
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากดีแทค มีหนังสือลงวันที่ 15 ก.ย. 2557 ขอให้ กสทช. เพิ่มค่าปรับทางปกครองกรณี บมจ. ทีโอที ฝ่าฝืนคำชี้ขาดข้อพิพาทเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ข้อพิพาทเรื่องนี้ ศาลปกครองกลางได้เคยพิพากษาตั้งแต่ก.ค. 2555 ว่าคำสั่งของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในเวลาต่อมา สำนักงานกสทช.ได้ทำหนังสือถึงทีโอที ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดข้อพิพาทโดยทำสัญญาการเชื่อมต่อโครงข่ายกับดีแทค และชำระค่าปรับทางปกครองในอัตรา 20,000 บาทต่อวัน จนกว่าจะทำสัญญาแล้วเสร็จ แต่ทีโอทีก็ไม่ได้ปฏิบัติตาม กระทั่งดีแทคได้มีหนังสือขอให้กสทช.เพิ่มค่าปรับทางปกครอง เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายดำเนินการ

ส่วนกรณีทีโอทีได้ทำหนังสือถึงสำนักงานกสทช. เพื่อขอแก้เงื่อนไขในการอนุญาตใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 และเสนอแผนการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 900 MHz หลังสิ้นสุดสัมปทาน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นฝ่ายนำคลื่นความถี่ไปใช้ให้บริการต่อไปเอง แต่ประเด็นดังกล่าวนี้ แหล่งข่าว ยืนยันว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาในการให้เอกชนเป็นผู้ประกอบการสิ้นสุดลง สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ก็สิ้นสุดลงด้วย ดังนั้นต้องคืนคลื่นความถี่ให้กับกสทช. เพื่อนำไปจัดสรรคลื่นด้วยการประมูลต่อไป เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่บัญญัติไว้ให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ซึ่งหมายถึงทีโอทีไม่มีสิทธิใช้คลื่นความถี่ต่อไปได้ โดยต้องคืนคลื่นความถี่กลับมาที่ กสทช. เพื่อนำไปจัดสรรใหม่

ขณะที่วาระการประชุมที่ได้รับการบรรจุเพิ่มเติมในครั้งนี้คือ เรื่องกำหนดให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน (pre-paid) ลงทะเบียนซิมการ์ด สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2558 สำนักงาน กสทช. ออกประกาศเรื่องการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า สาระสำคัญของประกาศคือกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดผู้ใช้บริการ หรือลงทะเบียนซิมการ์ด โดยขีดเส้นตายภายในวันที่ 31 ก.ค. นี้ ซึ่งในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ลงทะเบียนซิมการ์ดภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการสามารถดำเนินการระงับบริการได้ทันที โดยในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการระบบเติมเงินหรือพรีเพดกว่า 90 ล้านเลขหมายที่ส่วนใหญ่ล้วนยังไม่ได้ลงทะเบียน

แหล่งข่าวระบุว่า เรื่องการลงทะเบียนซิมการ์ดของผู้ใช้บริการไม่ใช่มาตรการใหม่ แต่เป็นข้อกำหนดตามประกาศ กสทช. ที่มีมาตั้งแต่ในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) อีกทั้ง กทค. ก็เคยมีนโยบายชัดว่าสำนักงานกสทช.ต้องเริ่มต้นทำเรื่องการลงเบียนซิมการ์ดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง เพียงแต่ที่ผ่านมาทั้งผู้ให้บริการและสำนักงาน กสทช. ไม่มีท่าทีสนองตอบเท่าใดนัก โดยในส่วนของสำนักงาน กสทช. ถือว่าเป็นอำนาจของเลขาธิการสำนักงาน กสทช. ที่จะออกคำสั่งบังคับผู้ประกอบการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนที่มีการเปิดบริการใหม่ระบบ 3จี ก็ควรมีการบังคับให้ลงทะเบียนก่อนเปิดใช้บริการ แต่กลับปล่อยปละละเลย ไม่มีการดำเนินการอะไร

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า มาตรการของประกาศฉบับนี้เป็นการบังคับที่เน้นไปที่ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค แทนที่จะเป็นให้ผู้บริการ ซึ่งกลายเป็นว่าเรื่องนี้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายที่จะถูกลงโทษ เพราะการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการสามารถระงับบริการได้หากผู้ใช้บริการไม่ลงทะเบียนซิมการ์ดภายในระยะเวลาที่กำหนด เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค อีกทั้งสงสัยว่าใช้ฐานอำนาจบนกฎหมายใดในการกำหนดให้มีการระงับบริการ

"ต้องเข้าใจว่าการที่คนเขาใช้บริการอยู่แล้วถูกตัดไปเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิ และส่งผลกระทบมากกว่าการกำหนดเป็นเงื่อนไขให้ดำเนินการก่อนเข้าสู่บริการ ดังนั้นผมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยในส่วนที่มีมาตรการบังคับที่ส่งผลเป็นการลงโทษผู้บริโภค แม้ที่ผ่านมาจะเห็นด้วยกับเรื่องการลงทะเบียนซิมการ์ดและท่าทีที่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ของสำนักงานกสทช." กสทช. ประวิทย์ กล่าว

สำหรับเรื่องการคิดค่าบริการด้วยวิธีปัดเศษวินาทีเป็นนาทีที่ผู้ให้บริการกำหนดเป็นวิธีคิดค่าบริการในปัจจุบันนั้น ที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ทำให้ผู้ใช้บริการต้องแบกรับต้นทุนแฝงจากการใช้บริการอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า การที่ผู้ใช้บริการในประเทศไทยถูกคิดค่าบริการแบบปัดเศษ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนแฝงจากการใช้บริการในสัดส่วนที่สูงขึ้นประมาณ 12%ของค่าบริการทั้งหมด ในขณะที่ผู้ใช้บริการประเภทโทรสั้นต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึงราว 24%ของค่าบริการ ซึ่งในต่างประเทศ ก็มีหลายประเทศที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คิดค่าบริการเป็นวินาที เช่น ประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ 
Share this Article: