ความเงียบของการประมูล 4G ต้องรอคำตอบจาก คสช.

ประมูล 4G ยังไม่คืบหน้า รอคำตอบ คสช. หากได้ประมูล คาดส.ค.-ก.ย.นี้ พร้อมกับการแก้ประกาศฯเยียวยาเพื่อเก็บรายได้30% ของรายได้รวมก่อนหักค่าใช้จ่าย  

 

 

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า กทค.ยังคงรอหนังสือตอบกลับจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถามไปว่า หากพ้นกำหนดคำสั่งชะลอการประมูลแล้ว จะสามารถเปิดประมูลได้ทันทีเลยหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ กทค. ได้ประกาศกำหนดแผนงานที่จะเร่งประชุมหาข้อสรุปหลักเกณณ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ทั้งหมดแล้ว ทั้งจำนวนใบอนุญาตที่นำมาประมูล จะเป็นคลื่นที่หมดสัญญาสัมปทานของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) บริษัทในเครือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ,ราคาเริ่มต้นการประมูล และช่วงเวลาที่ชัดเจนในการประมูล 

 

ทั้งนี้ หากมีการตอบรับจาก คสช.จะทำให้ กสทช.เปิดประมูล 4G คลื่น 1800 MHz ภายในกลางปีนี้ ซึ่งขณะนี้คลื่นดังกล่าวอยู่ในช่วงเยียวยาลูกค้าที่ตกค้างการใช้งานคลื่นความถี่ ตามเงื่อนไข ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2546 โดยได้ขยายระยะเวลาเยียวยาออกไปถึงเดือนก.ค.58 นี้ ตามกำหนดเดิมของกทค.คือจะมีการแก้ไขร่างทีโออาร์เงื่อนไขการประมูลให้แล้วเสร็จในเดือนมี.ค.58นี้ จากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) และกำหนดว่าจะประมูลได้ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.58นี้ 

 

อย่างไรก็ตาม คาดไม่มีความแน่นอนว่าจะได้ประมูลหรือไม่ ต้องรอฟังคำสั่งจาก คสช.เพียงอย่างเดียว ซึ่งกรณีของ เอไอเอสใกล้ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมทปานกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 30 ก.ย.58 นี้เช่นกัน คาดได้ว่าต้องเข้าสู่มาตรการเยียวยาเช่นเดียวกับ ทรูมูฟ เพราะตอนนี้แผนการประมูลยังไม่ได้สรุปอะไรทั้งสิ้น โดยหากเอไอเอสเข้าสู่มาตรการเยียวยาจะมีผลกระทบในวงกว้างมากกว่าคลื่น 1800 MHz เพราะในคลื่น 900 MHz ของเอไอเอสมีลูกค้าค้างอยู่เฉียด 30 ล้านราย 

 

ประวิทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันคณะทำงานได้เสนอให้มีการแก้ไขประกาศ กสทช.เรื่องมาตรการ คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2546  เรื่องส่วนแบ่งรายได้ที่จะนำส่งเข้ารัฐ ให้ผู้ให้บริการในช่วงเวลานั้นนำส่งรายได้เข้ารัฐ 30เช่นเดียวกันการจัดเก็บรายได้ค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอัตรา 30ของคู่สัญญาสัมปทาน  ซึ่งช่วงที่ทรูมูฟให้บริการ เมื่อมีรายได้เข้ามา กสทช.เก็บรายได้แบบหักค่าใช้แล้วค่อยนำเงินส่งเข้ารัฐ ทำให้ผู้ประกอบการแจ้งมาว่าขาดทุน ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้ ทำให้บัญชีติดลบ จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขประกาศฯดังกล่าว โดยในช่วงที่เอไอเอส จะต้องมีการเยียวยา จะเปลี่ยนมาใช้วิธีมีรายได้เท่าไรก็หักเข้ารัฐเลยทันที 30% ของรายได้รวมทั้งหมด

 

 อย่างไรก็ดี บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ต้องนำส่ง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในส่วนของค่าบริการโครงข่าย ในช่วงเยียวยาลูกค้าที่ตกค้างการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ตามเงื่อนไข ของประกาศ  กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 เนื่องจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม คาดการณ์รายได้ที่จะได้รับจากการให้บริการในส่วนดังกล่าว ประมาณ 3,000  ล้านบาท แต่ทาง กลุ่มทรู พร้อมจ่ายให้เพียง 700 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากแจ้งมาว่าบัญชีติดลบในช่วงเยียวยา

Share this Article: