กสทช. เร่งแก้ปมทีวีดิจิตอล เตรียมชี้แจง คตร. แจกคูปองเพิ่มเติม 11.6 ล้านฉบับ

กสทช.เร่งแก้ปมทีวีดิจิตอลเผยยังไม่คืบหน้ามากนัก เตรียมพูดคุย คตร.หนุนแจกคูปองเพิ่ม 11.6 ครัวเรือน พร้อมแก้เงื่อนไขจ่ายค่าธรรมรายปี 2% เหลือเพียง 0.1-1% จากรายได้ รวมถึงไม่เก็บย้อนหลัง รอบอร์ด กสท.พิจารณาอีกครั้ง

 

 

ขณะที่ส่วนหนึ่งเรื่องทีวีดิจิตอลดังกล่าว ยังค้างเรื่องที่คลัง อัยการสูงสุด ตลอดจนกฤษฎีกาหลายเรื่อง ส่วนมติบอร์ดกสทช.อนุมัติงบรายจ่ายประจำปีกว่า 5 พันล้านบาท

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมกรรมการกสทช. เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา ได้หารือเรื่องการแก้ปัญหาทีวีดิจิตอล โดยสำนักงานได้เสนอรายละเอียดให้กรรมการรับทราบ ได้แก่ เรื่องการแจกคูปองเพิ่มเติมจำนวน 11.6 ล้านครัวเรือน ซึ่งก่อนหน้านี้เสนอไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณา (คสช.) และคตร.ได้เรียกสำนักงานไปชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อนำเรื่องให้ คสช.อนุมัติต่อไป ซึ่งการแจกคูปองรอบนี้จะไม่ใช้เป็นไปรษณีย์ตอบรับ แต่จะเป็นการส่งแบบไปรษณีย์ลงทะเบียนธรรมดาแทน ส่วนเรื่องการลดค่าเช่าโครงข่ายสัญญาณนั้น ก็ต้องส่งต่อให้กรรมการกิจการกระจายและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เป็นผู้พิจารณาและส่งรายละเอียดไปชี้แจงต่อศาลปกครองต่อไป เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในการพิจารณาของศาล

 

ขณะที่เรื่องการขอลดค่าธรรมเนียมรายปี 2% ซึ่งคิดจากผลประกอบการนั้น สำนักงานได้พิจารณาให้มีการแก้ไขปรับปรุงร่างประกาศดังกล่าวไปแล้ว โดยให้ปรับลดลงเหลืออัตรา 0.1-1% ต่อปี และไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ซึ่งเรื่องนี้ต้องเป็นการตัดสินใจของ กสท.เช่นกัน และหากมีการเห็นด้วย คาดว่าจะออกประกาศเพื่อใช้ประมาณ ส.ค.2559นี้

 

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องที่ไม่ได้พิจารณาอีกหลายเรื่อง เนื่องจากต้องรอความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคณะทำงานฯ ซึ่งมีตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด ตัวแทนจากสำนักงานกฤษฎีกา และกระทรวงการคลัง เพราะกรณีการเลื่อนจ่ายค่างวดใบอนุญาตออกไป การคืนใบอนุญาต และขยายเวลาใบอนุญาตนั้น อาจมีผลให้เกิดความเสียหายต่อรัฐได้ ส่วนเรื่องการจัดเรตติ้งนั้น ก็ยังมีการพิจารณากันอยู่ และเรื่องกฎมัสต์แครี่ ที่ผู้ประกอบการต้องการให้กสทช. เป็นผู้ชำระค่าส่งสัญญาณไปยังดาวเทียมแทน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติอนุมัติเงินรายจ่ายประจำปี 2559 จำนวน 5,395.44 ล้านบาท และอนุมัติเงินงบประมาณเข้ากองทุนฯ จำนวน 278 ล้านบาท

 

 

 

Share this Article: