กสทช.ฟันธงใช้ที่ทำการพรรรค-อบต.-อบจ.เป็นจุดรับแลกคูปองทีวีดิจิตอลไม่ได้

กสทช. เปิดเผยต่อเนื่อง..ใช้ที่ทำการพรรรค-อบต.-อบจ.เป็นจุดรับแลกคูปองทีวีดิจิตอลไม่ได้ พร้อมร่อนหนังสือชี้แจงเอเจและเอกชนกว่า 50 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจตรงกัน เผยประชาชนเข้าใช้สิทธิ์คูปองกว่า 7 แสนรายแล้ว พบกว่าแสนรายไม่ทำตามกระบวนการแลกคูปอง หวั่นผู้ประกอบการมีปัญหาตอนขึ้นเงิน

 
 
แหล่งข่าวเอดีเอสแอลไทยแลนด์รายงาน เมื่อวันที่ 5 พ.ย.57 เวลา 11.00 น. กสทช. ได้เรียกบริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด หรือ เอเจ ที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลเข้าพบ กรณี ไปทำข้อตกลงความร่วมมือ หรือ เอ็มโอยู กับ 2 พรรคการเมืองใหญ่ เพื่อใช้ที่ทำการพรรคในแต่ละจังหวัดเป็นจุดรับแลกคูปอง โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้แก่ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานโทรคมนาคมเป็นประธาน และมีคณะทำงานประกอบด้วย บุญยืน ศิริธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ตรวจสอบ พร้อมด้วย
 
บุญยืน ศิริธรรม คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ กล่าวว่า เอเจ แจ้งว่าเป็นเพียงแนวคิดยังไม่ดำเนินการใดๆ แต่กรรมการพบข้อมูลว่า นักการเมืองได้นำเอาแนวคิดดังกล่าวไปดำเนินการเอง โดยวิธีการจัดทำป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีรูปนักการเมือง และชื่อยี่ห้อของกล่องดิจิตอลพร้อมระบุข้อความว่า เปิดบริการประชาชนทั่วประเทศแล้ว ศูนย์รับแลกคูปอง  ซึ่งตนมองว่าการแจกคูปองต้องไม่เป็นเครื่องมืองขอพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้ออกมาพูดแล้วว่า พรรคการเมืองไม่สามารถทำธุรกิจลักษณะนี้ได้ ทั้งนี้ยังมีอีก 2 บริษัท ที่ปรากฎบนป้ายโฆษณาด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กสทช.แล้วว่า จะเรียกอีก 2 บริษัทมาคุยด้วยหรือไม่
 
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ทางเอเจ ชี้แจงว่า มีแนวคิดในการจะทำประชาสัมพันธ์ลักษณะนี้จริง  แต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ เป็นเพียงการปรึกษากับทีมบริษัทประชาสัมพันธ์เท่านั้น ทั้งนี้หากบริษัทใดจะดำเนินการเพิ่มจุดรับแลกคูปองจะต้องแจ้งและมาขออนุญาตที่ กสทช.ทราบก่อนทุกครั้ง ซึ่งเอเจได้ขอเปิดจุดรับแลกคูปองทีวีดิจิตอลไว้ 2 ลักบณะ คือ ร้านของบริษัทและในร้านสะดวกซื้อ 7-11 
 
อย่างไรก็ตาม ได้สั่งให้สำนักงานทำหนังสือชี้แจงไปยัง เอเจ และบริษัทที่เข้าร่วมโครงการอีก 55 บริษัท ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และมีความเข้าใจตรงกันว่า หากต้องการเพิ่มจุดรับแลกคูปอง จะต้องมาแจ้งและขออนุญาตที่กสทช.ก่อน เพราะเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการได้ระบุไว้ชัดเจน อีกทั้งหากต้องการให้จุดแลกคูปองเป็นที่ทำการของพรรคการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ในวันที่ 7 พ.ย.57 จะมีการเรียกประชุมเพื่อหารืออีกครั้งในเรื่องนี้ 
 
นอกจากนี้ ความคืบหน้าจากการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบการแลกคูปองดิจิตอลทีวี และเรื่องร้องเรียนพบว่ามี มีผู้มาใช้สิทธิ์คูปองแล้วกว่า 700,000 ราย และมีหลายบริษัทรับแลกคูปองโดยไม่ได้มีการขอเอกสารจากเจ้าบ้านประกอบการแลก ไม่มีการตรวจสอบสถานะคูปองตามขั้นตอน ซึ่งพบกว่า 100,000 ราย ซึ่งกรณีเช่นนี้ กสทช. ขอเตือนไปยังบริษัทที่เข้าร่วมโครงการว่า เมื่อมีประชาชนนำคูปองมาแลก บริษัทต้องตรวจสอบหลักฐาน และขอหลักฐานจากประชาชนตามขั้นตอน เพื่อนำมาประกอบในการขึ้นเงินกับธนาคาร หากไม่มีเอกสารประกอบ และไม่ดำเนินการตามกระบวนการ กสทช.ก็จะไม่จ่ายเงินให้

 

Share this Article: