กลุ่มสามารถ เผยปีหน้า '58 ลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมตั้งบริษัทลูกเสริมความแข็งแกร่ง

กลุ่มสามารถ เผยปีหน้า 2558 ลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมตั้งบริษัทลูกเสริมความแข็งแกร่ง หวังขยายฐานรายได้ประจำให้มีสัดส่วน 50% แทนการพึ่งพาสัญญาภาครัฐ ขณะที่รายได้ไตรมาส 3/57 ลดลง 10% ทำให้ 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิที่พันล้าน เชื่อไตรมาสสุดท้ายจะทวงคืนได้และมีกำไรรวมทั้งปีโตจากปีก่อนได้ถึง 20%

 
 
วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมแผนลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในปี 2558 เพื่อขยายสัดส่วนรายได้ประจำและสร้างความมั่นคงให้กับบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมารายได้หลักมาจากการทำสัญญากับภาครัฐ โดยคาดหวังว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากการลงทุนนี้ 50% ภายใน 3 ปี โดยจะมีรูปแบบธุรกิจที่หลากหลายขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ประจำอยู่ที่ 20%
 
ทั้งนี้ กลุ่มสามารถได้ตั้งบริษัทลูกทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท มาดูแลในสายธุรกิจสาธารณูปโภคและการเดินทาง (Utilities & Transportation) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ประจำ ประกอบด้วยศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ CATS, โรงไฟฟ้ากัมปอต และสามารถ-ยูทรานส์ ที่ได้งานวิทยุการบินในไทย และพม่า รวมถึงธุรกิจก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบสายส่งต่างๆ และล่าสุดเตรียมลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ 3-4 แห่งในไทย มีมูลค่าลงทุนกว่าพันล้านบาท อย่างไรก็ตามยังอยู่ในรายละเอียดของการเจรจา คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 เดือนนี้ 
 
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 3/2557 มีรายได้รวม อยู่ที่ 5,556 ล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการภาครัฐชะลอการลงทุน  และมีกำไรสุทธิ 351 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจไอ-โมบาย มีรายได้รวมที่ 2,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท มียอดการจำหน่ายประมาณ 1 ล้านเครื่อง คิดเป็นสมาร์ทโฟนจำนวน 750,000 เครื่อง 
 
ส่วนธุรกิจเทลคอม มีรายได้ 1,579 ล้านบาท ลดลงเนื่องจากมีการเลื่อนการประมูลโครงการใหญ่ มีกำไร 157 ล้านบาท ส่วนกลุ่มสาธารณูปโภค มีรายได้ที่ 570 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ อาทิ สามารถวิศวกรรมที่ดูแลในส่วนของกล่องและเสาสัญญาณดิจิตอลทีวี มีรายได้รวมที่ 780 ล้านบาท ส่งผลให้ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ กลุ่มสามารถมีรายได้ที่ 18,480 ล้านบาท เติบโต 10.21 % กำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 1,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 5.02 %
 
"ต้องยอมรับว่าไตรมาส 3 มีรายได้แย่ที่สุดของปีนี้ แต่เชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปี มีแนวโน้มที่ดี และคาดว่าจะยังคงมีรายได้และกำไรรวมที่มากกว่าปีก่อนแน่นอน ซึ่งน่าจะมีกำไรอยู่ที่ 7-8,000 ล้านบาท และเมื่อจบปีน่าจะมีกำไรอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโต 15-20% ซึ่งสัดส่วนรายได้ก็ยังคงมาจากสัญญาที่ทำกับภาครัฐ " วัฒน์ชัย กล่าว

 

Share this Article: